ข่าว

ต้องเป็นผู้นำที่กล้าหาญ

ต้องเป็นผู้นำที่กล้าหาญ

06 เม.ย. 2553

"การสั่งการภายหลังการประเมินของ ศอ.รส. ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นฟันเฟืองหลักนั้น แม้จะขับเคลื่อนได้ แต่ "สัญลักษณ์ของการนำ" นั้นยังคลุมเครือ จับต้องไม่ได้"

 อาจจะเป็นเพราะติดการประชุมแม่น้ำโขงที่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ก็เลยพอจะกล้อมแกล้มได้ว่า ภารกิจของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำต้องเก็บ "อำนาจ" ของการเป็นนายกรัฐมนตรีเอาไว้ เพื่อทำหน้าที่เจ้าภาพและต้อนรับผู้นำหลายประเทศ

 ผู้คน นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า และพนักงานบริษัท รวมถึงคนหาเช้ากินค่ำย่านสี่แยกราชประสงค์ จะตกเป็นตัวประกันของคนเสื้อแดงนานถึง 3 วัน

 ตกเป็นเหยื่อในเกม "ตัดวงจรเศรษฐกิจ" อย่างไม่เต็มใจ และไร้คนเหลียวแล

 ซ้ำร้าย ยิ่งร้องโอดโอยเท่าใด เสียงดังมากขนาดไหน ก็เท่ากับเพิ่มแรงกดดันไปยังรัฐบาลในฐานะผู้บริหารราชการแผ่นดินมากเท่านั้น

 นี่คือจุดอ่อนของรัฐบาล ที่คนเสื้อแดงจับไต๋ได้

 การประกาศห้ามเข้าถนน 11 สาย ของ ศอ.รส.จึงเป็นคำสั่งที่ไร้ความหมายของคนเสื้อแดง ประกาศที่จะเดินลุยไปทุกเส้นทางตั้งแต่คำสั่งศาลยังไม่ออกมา

 หนักกว่านั้นก็คือ เมื่อศาลสั่งยกคำร้องของรัฐบาล ก็ยิ่งเพิ่มความฮึกเหิมให้ผู้ชุมนุมมากขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าความจริงแล้วที่ จตุพร พรหมพันธุ์ เอาคำสั่งศาลไปพูดนั้น เป็นการพูดเพียงแค่ครึ่งเดียวของคำสั่ง

 เพราะเหตุผลที่ศาลยกคำร้องนั้น เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลมีอำนาจอยู่ในมือตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงอยู่แล้ว

 อย่างไรก็ตามเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีโอกาสตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์ของ อภิสิทธิ์ จึงเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า จะต้องแสดงออกถึงภาวะความเป็นผู้นำอีกครั้ง

 ไม่ใช่เป็นแค่ผู้นำธรรมดาที่บริหารประเทศได้ หากแต่ต้องเป็นผู้นำที่กล้าหาญ เข้มแข็ง และเด็ดขาด

 จะปล่อยให้เกิดสภาวะที่เคยเกิดเช่นเมื่อครั้งการแต่งตั้ง ผบ.ตร. และจนป่านนี้ก็ยังไม่มี ผบ.ตร.ตัวจริงเสียงจริงไม่ได้อีกแล้ว

 แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ที่เดือดร้อน สี่แยกราชประสงค์ และกำลังจะเกิดขึ้นในย่านสีลม ย่านธุรกิจที่เป็นสถานที่ตั้งของบริษัท สถาบันการเงินที่คนเสื้อแดงปักใจเชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลชุดนี้ และอำมาตย์ใหญ่ก็จะเป็นรายต่อไปที่คนเสื้อแดงตั้งท่าจะไปเยือน

 ในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้แล้ว อภิสิทธิ์ ไม่อาจใช้วิธีการเช่นที่เคยใช้ได้อีกแล้ว

 การสั่งการภายหลังการประเมินของ ศอ.รส. ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นฟันเฟืองหลักนั้น แม้จะขับเคลื่อนได้ แต่ "สัญลักษณ์ของการนำ" นั้นยังคลุมเครือ จับต้องไม่ได้

 ต้นทุนของ สุเทพ เมื่อเทียบกับ อภิสิทธิ์ ก็แตกต่างกัน

 ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ นั้น ก็ชัดเจนว่ามีหน้าที่ทำตามคำสั่ง

 ถึงแม้ว่าจะพยายามยืนในหลักการที่ว่า กองทัพจะไม่ทำร้ายประชาชน แต่เหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ก็ชัดเจนว่าการทำหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ ตามคำสั่งของรัฐบาลได้จนแทบจะเรียกว่า ไร้ข้อตำหนิ

 แต่นั่นก็ต้องไม่ลืมว่า ความเด็ดขาดของ อภิสิทธิ์ ที่แสดงให้สาธารณะเห็นว่า เมื่อเกิดความเสียหาย เกิดความไม่เชื่อมั่นในอำนาจรัฐแล้ว ความกล้าหาญและเด็ดขาดเท่านั้นแหละที่จะเรียกสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมา

 ถึงแม้ว่าจะยังมีความลังเลในเรื่องทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ ว่าจะเข้าเกียร์ว่าง สั่งไปแล้วไม่ทำ ก็ต้องคิดใหม่ว่านั่นเป็น "ความกลัวสมมติ" ที่ "ความเสียหายของบ้านเมือง" สามารถลบล้างความกลัวตรงนั้นได้ 

 เพราะในวันนี้ชัดเจนว่า การยึดสี่แยกราชประสงค์ 3 วัน 3 คืนนั้น สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลอย่างรุนแรง

 ชัดเจนว่าเสียงร้องของภาคธุรกิจนั้นเขย่าขวัญรัฐบาลจนต้องลนลานถึงกับมีการสะกิดทางเลือก "สลายการชุมนุม" ทั้งที่ยังไม่ถึงขั้นตอนที่ว่า

 เพราะเกมของคนเสื้อแดงนั้น เมื่อ กกต.ปลดล็อกเรื่องคดีความเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว นอกจากการชุมนุมปิดถนนตัดวงจรเศรษฐกิจ ก็ยังมองไม่เห็นเกมอื่น

 สัญลักษณ์อำมาตย์ หรือกลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนอำมาตย์จึงเป็นจุดที่เสี่ยง นับจากนี้ไป

 สำนักงานใหญ่บริษัทการเกษตร และธนาคารที่สนิทชิดเชื้อกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ถนนสีลม อาจตกเป็นเป้าหมาย

 นั่นก็เพื่อเร่งเร้าให้ล่อเป้าให้รัฐสลายการชุมนุม

 เพื่อให้ถึงเวลาของกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่พร้อมจะปฏิบัติการทุกรูปแบบ ที่อาจจะแรงกว่าเดือนเมษายนปีที่แล้ว

 ความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในความทรงจำของคนไทยที่พัทยา และทั่วเมืองหลวง แต่รัฐบาลกลับปล่อยเวลาให้ผ่านไปเนิ่นนานถึง 1 ขวบปี

 แกนนำผู้ชุมนุมที่เคยก่อเหตุในช่วงนั้น ก็ยังคงปรากฏกายบนเวทีผู้ชุมนุม และหลายคนก็ยังคงมีพฤติกรรมที่แทบไม่ต่างจากเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา

 บางรายถึงกับเอาเป็นสัญลักษณ์เพื่อไปข่มขู่ให้ประชาชน-เจ้าหน้าที่จำยอมศิโรราบ

 ถึงขั้นขู่ไม่รับรองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

 ขู่กระทั่งยกกำลังไปคุกคามถึงบ้านพัก

 ถ้าก่อนหน้านี้ ติดภารกิจ คิดว่าสถานการณ์ยังไม่สุกงอม ยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วไป จนคิดไปว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงความกล้าหาญ แสดงภาวะของการเป็นผู้นำที่เด็ดขาด ...ในวันนี้ไม่ใช่แล้ว !

ศรุติ ศรุตา