
"ปลิ้นไส้ 5 แกนนำ นปช. ...หมายจับเพียบ!
ผลพวงของการขยายอาณาเขตการชุมนุมจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศมาปักหลักที่แยกราชประสงค์ใจกลางย่านธุรกิจใน กทม.ของคนเสื้อแดง ทำเอารัฐบาลออกอาการงิ้วเห็นได้ชัด
ผอ.ศอ.รส.อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ต้องสวมบท “ท่านเปาหน้าดำ” ใช้อำนาจกฎหมายขับไล่ เล่นงานทั้งคดีแพ่ง-อาญาต่อแกนนำเสื้อแดง
หากนับหมายจับและคดีที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่เสื้อแดงออกมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ตั้งแต่เหตุการณ์ปะทะเดือดของการสลายชุมนุมเสื้อแดง ช่วงสงกรานต์เลือด 9-15 เม.ย.2552 จนถึงวันนี้ ก็ถือว่าไม่น้อยหน้ากลุ่มพันธมิตรฯ
"กี้ร์" อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ถือเป็นแกนนำฮาร์ดคอร์คนแรกๆ ที่ถูกศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 ที่บุกทำลายทรัพย์สินโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท ที่จัดประชุมอาเซียน แถมก่อนหน้านั้นวันที่ 11 เมษายน 2552 ศาลอาญายังออกหมายจับ “กี้ร์” มาแล้ว ที่ปลุกปั่นยุยงให้คนเสื้อแดงจับนายกฯ อภิสิทธิ์
โดยคดีบุกทำลายทรัพย์สินโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท อัยการได้ยื่นฟ้องนายอริสมันต์กับพวกรวม 17 คนต่อศาลจังหวัดพัทยาไปแล้ว และศาลนัดพร้อมวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ขณะที่ “กี้ร์” ได้รับการประกันตัวไปทั้งสองคดี
ล่าสุดไม่วายที่จะเกิดคดีอีก เพราะพฤติการณ์ "ฮาร์ดคอร์" ของ “กี้ร์” ที่โดนออกหมายจับโดยศาลอาญาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 จากเหตุการณ์ที่ขึ้นปราศรัยเวทีชุมนุมที่หน้ากองทัพบก วันที่ 29 มกราคม 2553 และที่เวทีความจริงสัญจร ลานน้ำพุบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น วันที่ 31 มกราคม 2553 ชี้ชวนประชาชนให้ก่อความไม่สงบตามสถานที่ราชการ องค์กรอิสระ และบุคคลสำคัญ ซึ่ง “กี้ร์” ประกาศว่าจะเข้ามอบตัววันที่ 1 เมษายน ก็ยังไร้เงา
นอกจากนี้ “กี้ร์” และเหล่าแกนนำอย่าง “วีระ มุสิกพงศ์” ประธาน นปช. จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐุวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ สุพร อัตถาวงศ์ รวมทั้งแกนนำย่อยระดับภาคอย่าง อดิศร เพียงเกษ พายัพ ปั้นเกตุ ชินวัฒน์ หาบุญพาด กับพวกๆ อีก 13 คน ก็ถูกศาลอาญาออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2552 ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ
ด้วยคดีร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปชุมนุมก่อความวุ่นวายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่ชุมนุมล้อมทำเนียบ ขยายไปนางเลิ้ง และสามเหลี่ยมดินแดง ช่วงสงกรานต์
“วีระ-ณัฐวุฒิ-หมอเหวง” ถูกจับกุมก่อนเป็นชุดแรก ต่อมาเหล่าแกนนำจึงเข้ามอบตัวตามรุ่นอาวุโส ซึ่งคดีตำรวจส่งสำนวนให้อัยการสั่งคดีแล้ว แต่เวลานี้ยังไม่รู้ผลฟ้อง-ไม่ฟ้อง เพราะแกนนำเสื้อแดงยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม สอบพยานเพิ่มอีกเพียบ
ส่วนคดีที่คนเสื้อแดงบุกกระทรวงมหาดไทยวันที่ 12 เมษายน 2552 นั้น “แรมโบ้อีสาน” สุพร อัตถาวงศ์ แกนนำฮาร์ดคอร์อีกคน เจอหมายจับของศาลอาญาไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2552 ข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ที่ยกพลเสื้อแดงบุกไล่ทุบรถนายกฯ อภิสิทธิ์ และรุมทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยคดีอยู่ชั้นพิจารณาสั่งคดีของอัยการ ที่ตรวจสำนวนยังไม่เสร็จ ส่วน "สุพร" เข้ามอบตัวและได้รับการประกันตัวไป
ขณะที่ตัวแรมโบ้อีสานเองถูกอัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงดุสิตไปแล้วสำนวนหนึ่งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากเหตุการณ์ชุมนุมสงกรานต์เลือด แต่เพราะความหัวหมอ “สุพร” ฮึดสู้ประเด็นข้อกฎหมายเสียด้วย ขอให้ศาลส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบทางกฎหมายของ พ.ร.ก.ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552 ซึ่งศาลสั่งจำหน่ายไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีผลวินิจฉัยออกมา
นอกเหนือจากคดีชุมนุมแล้ว “สุพร” ล่าสุดยังถูกศาลอาญาออกหมายจับเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2553 อีก เพราะเบี้ยวไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถูกฟ้องคดีหมิ่น อภิสิทธิ์ ตั้งแต่ปี 2545 ว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งเช้าวันที่ 21 เมษายนนี้
ถึงเวลานี้ ถ้าแกนนำเสื้อแดงจะต้องเจอวิกฤติถูกออกหมายจับ มีคดีติดตัวอีกครั้ง คงไม่สะทกสะท้านอีกแล้ว ขณะที่เหล่าพลพรรคเสื้อแดงจะตั้งคำถามตามมาว่า “สองมาตรฐาน?” เมื่อเทียบกับการชุมนุมเสื้อเหลืองที่ยืดเยื้อ 193 วัน ทั้ง บุกรุกทำเนียบสถานที่ราชการ และสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง จนกระทบท่องเที่ยว-ความมั่นใจของต่างชาติ
คำตอบสุดท้ายคือ มหากาพย์ มหกรรมชุมนุมคนมีสี ไม่ว่าจะแดงหรือเหลือง ล้วนจบลงด้วยการมีสะเก็ดแผลทางการเมืองและคดีติดตัวแทบทั้งสิ้น
เนื่องจากระบบยุติธรรมของไทยเอง ต้องสร้างมาตรฐานจัดการต่อผู้ละเมิดกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งการละเมิดของแต่ละคนเท่านั้นเอง



