
โอกาสผู้ซื้อ-ผู้ขาย"บ้าน"หลังยืดเวลากระตุ้นอสังหาฯ
ในช่วงระยะเวลาอีก 2 เดือน ก่อนที่มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะสิ้นสุดลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ตลาดอสังหาริมทรัพย์คงจะกลับมามีความคึกคัก ซึ่งการขยายระยะเวลามาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ น่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการอสังหาริมท
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ยังมีบ้านสร้างเสร็จเหลือขายอยู่จำนวนหนึ่ง กลับมาทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นตลาดเพื่อเร่งระบายสินค้าอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่อาจจะยังหาโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการไม่ได้ จะทำให้ผู้บริโภคมีระยะเวลาในการเลือกซื้อและตัดสินใจได้นานขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง รวมทั้งสถาบันการเงินยังได้รับประโยชน์จากการขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวเช่นกัน
อย่างไรก็ดี จากการที่รัฐบาลได้ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยน่าจะถูกดูดซับไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นี้ อาจต้องประสบกับภาวะยอดขายที่ชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเร่งการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ผู้ประกอบการคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการคงเตรียมต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด เพื่อกระตุ้นธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้ความเห็นว่า จากข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ย้อนหลังในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่มีกำหนดหมดอายุมาตรการในเดือนมีนาคมเช่นกัน พบว่า จากจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยทุกประเภททั้งใหม่และมือสองประมาณ 1.6 แสนหน่วยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในปี 2552 ทั้งปีนั้น เป็นการโอนในเดือนมกราคม ประมาณ 9,500 หน่วย โอนในเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 1.1 หมื่นหน่วย และโอนในเดือนมีนาคมเดือนเดียวสูงสุดถึงประมาณ 1.8 หมื่นหน่วย หลังจากนั้นในเดือนเมษายน ซึ่งมีเหตุการณ์ไม่สงบ พบว่ายอดการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงเหลือเพียงประมาณ 7,800 หน่วยทั้งเดือน ก่อนจะกระเตื้องขึ้นเป็นประมาณ 1.04 หมื่นหน่วย ในเดือนพฤษภาคม และเพิ่มเป็นประมาณ 1.61 หมื่นหน่วย ในเดือนมิถุนายน ตามลำดับ
ขณะเดียวกันในปี 2551 ซึ่งเป็นปีก่อนหน้าและยังไม่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสแรกนั้น มียอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภททั้งใหม่และมือสองในเดือนมกราคมเพียงประมาณ 8,500 หน่วย เดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 9,800 หน่วย และเดือนมีนาคม ประมาณ 8,400 หน่วย ทั้งที่ในไตรมาสแรกของปี 2551 เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำในโลกตะวันตก
ในปีนี้ ซึ่งเดิมกำหนดสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 28 มีนาคม จึงคาดหมายกันแต่เดิมว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์หน่วยที่อยู่อาศัยทุกประเภททั้งใหม่มือสองจำนวนมากในเดือนมีนาคม และคงจะลดปริมาณลงมากในเดือนเมษายนเช่นเดียวปีที่แล้ว แต่เมื่อมีการขยายเวลาออกไปอีก 2 เดือนกับอีก 3 วัน จนถึงสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคมแทน สภาพการซื้อขายที่อยู่อาศัยและการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมจึงน่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่คึกคักขึ้น
พร้อมกันนี้ สัมมายังระบุว่า การซื้อขายที่อยู่อาศัยต้องเกิดขึ้นก่อนการยื่นขอสินเชื่อ และการอนุมัติปล่อยสินเชื่อโดยสถาบันการเงินต้องเกิดขึ้นก่อนการโอนกรรมสิทธิ์หากการยื่นขอโอนกรรมสิทธิ์นั้นมีการยื่นขอจดจำนองด้วย ดังนั้น เมื่อดูเงื่อนเวลาแล้ว จึงคาดหมายได้ว่า การซื้อขายที่อยู่อาศัยเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้ อาจจะชะลอตัวลงบ้างในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายน ลดลงจากธุรกรรมที่หนาแน่นไปแล้วใน 4 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ทั้งนี้ กลุ่มคนที่มีรายได้พอซื้อที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มคนเดียวกันกับผู้ที่จะออกเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ในช่วงวันหยุดยาวต้นเดือนและวันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อคลายความเครียดและปลดปล่อยจากการเผชิญกับเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ
แต่เมื่อหมดจากการเดินทางพักผ่อนตามเทศกาลแล้ว ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะเป็นช่วงเวลาที่การซื้อขายที่อยู่อาศัยจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง และช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม จะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายจริงๆ ของการทำธุรกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัย และโค้งสุดท้ายของการโอนกรรมสิทธิ์และการจดจำนอง โดยในคราวนี้ ผู้ซื้อ ผู้ขาย และสถาบันการเงิน ต่างจะไม่มีโอกาสให้อ้างเหตุผลว่าทำธุรกรรมไม่ทันจนต้องต่ออายุอีกแล้ว เพราะรัฐบาลได้ให้เวลาและบอกล่วงหน้ามานานมากกว่า 2 เดือน
ปรียา เทศนอก



