ข่าว

อนาคตของหอยอินเตอร์ฯ

อนาคตของหอยอินเตอร์ฯ

06 เม.ย. 2553

ไม่นานมานี้มีข่าวเล็กๆ อยู่ข่าวหนึ่งก็คือข่าวการได้รับสัมปทานในการทำข่าวของทีวีช่องหอยม่วง โดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โพสต์ทูเดย์ และรายการข่าวในสถานีช่องเคเบิล

 ข่าวที่ฮือฮาที่สุดคงไม่ใช่แค่ว่าโพสต์พับลิชชิ่งนั้นจะมีโอกาสไปทำข่าวในช่อง 11 แต่คงเป็นเรื่องของค่าสัมปทานที่สูงกว่าคู่แข่งรายอื่น โดยเฉพาะเมื่อคิดในแง่ที่ว่าสัมปทานดังกล่าวเป็นสัมปทานปีเดียว (แต่อาจต่อได้)

 เอาเข้าจริงผมคิดว่าเรื่องสัมปทานที่คิดกันว่ามากจนเป็นประวัติการณ์นั้นไม่ใช่ประเด็นสลักสำคัญอย่างไรว่าจะมีนอกมีในอะไร แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตสักสองข้อในส่วนนี้ว่า 1. เงินที่คิดว่ามากนั้นไม่น่าจะมากหรอกครับ เพราะว่าบริษัทเขาใหญ่ มีหุ้นมากมาย เอาง่ายๆ ว่าแค่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในช่องรัฐบาลซึ่งมีเครื่องมือและสินทรัพย์ขนาดนี้ ผมว่าหุ้นของบริษัทโพสต์ก็น่าจะขึ้นจนคุ้มแล้วครับ 2.ถ้ารูปแบบของการสัมปทานแบบนี้มีต่อไป สำนักข่าวขนาดเล็กก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาประมูลแข่งหรอกครับ และก็อาจจะมีแนวโน้มที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่จะเข้ามาทำสื่อมากขึ้น เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงสื่อของรัฐเช่นนี้ และคาดว่าราคาการประมูลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

 นี่แค่เรื่องทางเศรษฐกิจนะครับ ทีนี้มาว่าเรื่องอื่นดีกว่า ซึ่งจะขอว่าด้วยเรื่องสำคัญสักสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ โครงสร้างการประมูลการทำข่าว และประเด็นท้าทายของบริษัทโพสต์เองต่อการทำข่าวในช่อง 11

 เรื่องแรกนั้น ก็คืออยากจะย้ำว่า การประมูลสัมปทานทำข่าวนั้นไม่ใช่การประมูลสัมปทานรังนก ที่จะสามารถเอาเรือของบริษัทมาขับเวียนรอบเกาะไม่ให้ใครขึ้นเกาะได้ แต่สัมปทานการทำข่าวช่อง 11 นั้น มีลักษณะเฉพาะคือ เป็นข่าวของช่องรัฐบาล ซึ่งคำถามที่ท้าทายก็คือ ข่าวจากช่องของรัฐนั้นจะต่างจากช่องอื่นๆ อย่างไร

 เรื่องนี้สมัยก่อนไม่ค่อยจะมีปัญหาหรอกครับ เพราะสมัยที่ระบบราชการครอบงำการเมือง สื่อของรัฐก็ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐ ทีนี้ต่อมาปัญหามันใหญ่ขึ้น เมื่อรัฐก็อยากมีรายได้ดังนั้นเรื่องใหญ่ก็คือเรื่องของการพยายามแก้กฎระเบียบให้มีการโฆษณาในช่องนี้ได้

 เรื่องราวมาซับซ้อนขึ้นเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีนี้ที่ทำให้สื่ออย่างช่อง 11 ต้องลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อการทำสื่อในช่องอื่นๆ นั้นก้าวหน้าขึ้น มีการทำสกู๊ป มีการทำรายการวิเคราะห์ และสนทนา ดังนั้นเรื่องจึงไม่ใช่แค่เซ็นเซอร์ หรือไม่เซ็นเซอร์ แต่เป็นเรื่องของการเสนอข่าวผ่านธงที่ตัวเองมีอยู่ (agenda setting) มากขึ้นเรื่อยๆ

 เรื่องที่ยากเย็นเข้าไปอีกก็คือ ในขณะที่เราฝากความหวังกับช่องทีวีไทย ในฐานะโทรทัศน์สาธารณะกันเสียมากมาย แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่สนใจช่องอื่นๆ เลย โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างช่อง 11 ซึ่งถ้าเราไม่คิดให้เป็นระบบ ผมคิดว่าต่อให้บีบีซี หรือซีเอ็นเอ็น มาได้สัมปทาน ก็คงจะหงอยไม่ต่างจากที่เป็นอยู่นี่แหละครับ โดยเฉพาะในแง่ของการเซ็นเซอร์ตัวเอง และการตั้งธงในการนำเสนอข่าวไว้ก่อน

 เรื่องที่สองก็คือ โพสต์พับลิชชิ่งเองนั้นจะต้องเผชิญปัญหาสำคัญอันเนื่องมาจากจุดแข็งของตัวเอง สองประการ นั่นก็คือ หนึ่งพวกเขาเคยทำแต่ข่าวให้ฝรั่ง ให้คนชั้นกลางอ่าน เขาจะทำข่าวให้ชาวบ้านดูได้อย่างไร เขามีภาพเรื่องชาวบ้านอย่างไร และสอง บางกอกโพสต์เองนั้นมีจุดแข็งอยู่ที่แหล่งข่าวและนักข่าวอาวุโสที่เก๋าเกมและรัฐบาลเกรงใจ สิ่งเหล่านี้จะสามารถถูกนำออกมาใช้ในการทำข่าวให้ช่อง 11 ได้แค่ไหน

 โดยสรุปก็คือ ประเด็นท้าทายเรื่องโพสต์กับช่อง 11 ก็คือ ตกลงช่อง 11 จะถูกปรับให้เป็นบางกอกโพสต์ทีวี หรือบางกอกโพสต์จะถูกทำให้เป็นช่อง 11 และประชาชนจะช่วยกำกับตรวจสอบกระบวนการทำข่าวได้อย่างไรนั่นแหละครับ