ข่าว

ปชป.ชี้เสื้อแดงปิดเจรจาจุดชนวนสงครามกลางเมือง

ปชป.ชี้เสื้อแดงปิดเจรจาจุดชนวนสงครามกลางเมือง

05 เม.ย. 2553

ปชป. ดักคอ แกนนำม็อบแดง ปิดเกมเจรจาทำปัญหาไร้จุดจบ สุดท้ายเกิดสงครามกลางเมือง วิปรัฐบาลยันแก้รธน.ไม่ช่วยขจัดความขัดแย้ง เสนอทางออกต้องปฏิรูปสังคม สภา เตรียมพิจารณา ร่าง กม.ติดตามกมธ. วาระ 2-3 พุธนี้ เผย เพิ่มโทษอื้อหากไม่มาตามคำสั่งเรียก สื่อ อาจโดนด้วย

 (5เม.ย.) นายธนิตพล ไชยนันท์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการวิปรัฐบาล กล่าวว่า เหตุผลที่รัฐบาลยอมเจรจากับแกนนำ นปช.แบบเปิดเผย ใน 2 ครั้ง ที่ผ่านมา เพราะต้องการเจรจาแบบเปิดเผยให้ประชาชนทั่วประเทศรับรู้พร้อมกัน และต้องการแสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะหาทางออกร่วมกันให้กลุ่มผู้ชุมนุม จึงได้เปิดการเจรจาให้เห็นแบบทุกคำพูดเพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาและพร้อมยื่นมือให้กลุ่มผู้ชุมนุมจับ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เสนอให้ยุบสภาภายใน15 วันนั้นเป็นไปได้ยาก ซึ่งรัฐบาลยอมรับฟังเหตุผลข้อเสนอ แต่คงปฏิบัติตามทั้งหมดไม่ได้ อีกทั้งกลุ่มเสื้อแดงจะต้องใจกว้างรับฟังเหตุผลรัฐบาลด้วย

 นายธนิตพล กล่าวอีกว่า ล่าสุดทราบว่าทางแกนนำนปช.จะไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลอีกแล้ว ซึ่งหากเป็นแบบนี้ถือว่าไร้จุดจบและอาจส่งผลกระทบให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ ทั้งๆที่ต่างฝ่ายต่างรู้เต็มอกว่าสุดท้ายสู้กันไปมีแต่ความพ่ายแพ้ไม่มีใครชนะ

วิปรัฐบาลยันแก้รธน.ไม่ช่วยขจัดความขัดแย้ง

 เมื่อเวลา 16.00 น.ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลเป็นประธาน โดยใช้เวลาประชุมนานเกือบสองชั่วโมง ภายหลังการประชุมนายวิทยา กล่าวว่า เป็นการพิจารณากฎหมายที่จะเข้าสู่การประชุมสภาฯในวันพุธที่ 7 เม.ย.และพฤหัสที่ 8 เม.ย.นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณากฎหมายคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่ให้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร หากใครขัดคำสั่งจะมีโทษทางอาญา นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่ากระแสความขัดแย้งขณะนี้เกินเลยกว่าจะพูดถึงปัญหาอื่นๆ และกลายเป็นความขัดแย้งไปสู่รากลึก สังคมจึงต้องตั้งหลักให้ดีในการขจัดความขัดแย้งนี้

 นายวิทยา กล่าวว่า หากนักการเมือง พรรคการเมืองขัดแย้งจะแก้ไขได้ไม่ยาก แต่ความขัดแย้งขณะนี้ได้ลงไปสู่รากลึกของสังคม ความคิดของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการให้ยุบสภาภายในเวลา 15 วัน เป็นเพียงความคิดของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่จากการให้ส.ส.ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของประชาชนทั่วประเทศรู้แล้วว่า หากยุบสภาขณะนี้จะยิ่งเพิ่มดีกรีของความขัดแย้งให้มากขึ้น ฉะนั้นการยุบสภาจึงไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของสังคม ทุกคนจึงควรกลับมาช่วยกันหาวิธีคิดว่าจะยุติปัญหานี้ได้อย่างไร อาจจะต้องมีการปฏิรูปสังคมใหม่อีกครั้ง

 เมื่อถามว่าวิปรัฐบาลมีแนวทางจะเสนอไว้อย่างไร นายวิทยา กล่าวว่า ไม่มี เพียงแต่เสนอว่าต้องมีการปฏิรูปสังคมอีกครั้ง มิใช่หยิบยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาเท่านั้น เพราะไม่ช่วยให้จิตใจของผู้ชุมนุมสงบลงได้ เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ นายวิทยา กล่าวว่า นพ.อลงกต มณีกาศ วิปพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมเพราะขอลาประชุม ซึ่งตัวแทนของพรรคเพื่อแผ่นดินคนอื่นระบุว่ายังไม่ได้รับทราบในเรื่องดังกล่าว และพรรคเพื่อแผ่นดินยังมีความเห็นสอดคล้องกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆอยู่

 ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล และทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวยอมรับว่า ที่ผ่านมาส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้ยุบสภาทางพรรคประชาธิปัตย์จึงได้หารือว่าการยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะหากมีการเลือกตั้งใหม่ก็จะมีม็อบออกมาต่อต้านไม่จบ จึงได้หยิบยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอมาก่อนหน้านี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ล่าสุดแกนนำของพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งได้ติดต่อมายังรองนายกรัฐมนตรีโดยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาในขณะนี้ เพราะเชื่อว่าการยุบสภาจะไม่ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตามตนอยากฝากถามไปยังพรรคเพื่อไทยว่าหากมีการยุบสภาเกิดขึ้นจริง พรรคเพื่อไทยจะชูใครเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกันแน่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 7 เม.ย.และ 8 เม.ย.นี้มีร่างกฎหมายสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาเป็นลำดับแรกในวันที่ 7 เมษายน คือ ร่างพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมี 16 มาตรา ซึ่งคณะกรรมาธิการได้แก้ไขปรับปรุงจากร่างเดิมที่สภาฯรับหลักการไปหลายส่วน อาทิ มาตรา 6-10 ขั้นตอนการออกหนังสือเชิญมาชี้แจงหรือให้จัดส่งเอกสาร ขั้นตอนการออกคำสั่งเรียกมาชี้แจงหรือเรียกเอกสาร มาตรา 12-13 ขั้นตอนการส่งฟ้องหากไม่ปฏิบัติตามการออกคำสั่งเรียก อย่างไรก็ดี มีการเพิ่มบทคุ้มครองผู้มาชี้แจงตามหนังสือเรียกหรือตามการออกคำสั่งเรียก โดยไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา วินัย ในกรณีที่มาให้ข้อมูลหรือเอกสารตามมาตรา 14 /1

 ทั้งนี้ มีส่วนที่น่าสังเกตคือ ร่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แก้ไข มีการเพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืนมากขึ้นในมาตรา 15 จากการจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เป็น จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ มาตรา 15/1 ยังให้มีบทลงโทษ ผู้ที่เปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.นี้โดยมิได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมาตรานี้ อาจจะมีผลต่อสื่อมวลชนในการเข้าไปฟังการประชุมคณะกรรมาธิการและนำมารายงานข่าวซึ่งอาจถูกฟ้องได้