
หุ้นไทยแกว่งจากลบ10จุดดีดกลับมาปิดบวก7จุด
หุ้นไทยแกว่งช่วงเช้าปิดลบ 10 จุด แต่สามารดีดขึ้นมาบวกในช่วงบ่ายโดยปิดที่ 808.15 จุด บวก 7.00 จุด มูลค่าการซื้อ-ขาย 21,884.88 ล้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มองเหตุผลมาจากสถานการณ์การเมืองม็อบยึดราชประสงค์ ผู้ว่าการธปท.ชี้เสื้อแดงยึดราชประสงค์กระทบเศรษฐกิจ
การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคบ่ายวันจันทร์ที่ 5 เม.ย. 2553 ณ เวลา 17.00 น. ดัชนีปิดที่ระดับ 808.15 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 7.00 จุด หรือ 0.87% มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น 21,884.88 ล้านบาท หลังจากปิดตลาดในช่วงเช้าดัชนีปิดลบ 10 จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นที่ตกลงไป 10 จุดในช่วงเปิดตลาด ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาว่า มาจากผลกระทบจากปัจจัยการเมืองโดยตรง หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงได้เข้าใช้พื้นที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นย่านธุรกิจ ในการตั้งเวทีปราศรัยประท้วงรัฐบาล เนื่องจากถือว่ากระทบต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะแหล่งชอปปิ้งและโรงแรมบางส่วน หากการชุมนุมในบริเวณดังกล่าวยืดเยื้อก็จะกระทบเศรษฐกิจอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากใกล้เทศกาลสงกรานต์ ดังนั้น นักลงทุนควรระมัดระวังในการลงทุนในภาวะที่ดัชนียังสูงอยู่
ผู้ว่าการธปท.ชี้แดงยึดราชประสงค์กระทบเศรษฐกิจ
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกราชประสงค์คงมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่จะกระทบระยะสั้นหรือระยะยาว คงขึ้นกับระยะเวลาของการชุมนุม หากจบได้เร็วผลกระทบคงเป็นเพียงแค่ช่วงสั้น ส่วนถ้าการชุมนุมยือเยื้อก็คงกระทบในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่ากระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม หรือ จีดีพี หรือไม่และมากน้อยเพียงใด โดยธปท.จะติดตามสถานการณ์ชุมนุมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
"ตอนนี้เร็วเกินไปในการประเมินผลกระทบ แต่เราจะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อดูผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจึงนำมาประเมินกันอีกครั้งว่ากระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่" นางธาริษากล่าว
แหล่งข่าวจากผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา มีการอ่อนค่าลงเล็กน้อย สาเหตุหลักก็น่าจะมาจากปัจจัยภายในประเทศเอง อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าดังกล่าวถือว่าอยู่ในกรอบที่ ธปท. ยอมรับได้ และยังไม่เรียกว่าเป็นทิศทางการอ่อนค่าที่ชัดเจน
ส่วนแนวโน้มของค่าเงินบาทนั้น คงต้องขึ้นกับสถานการณ์ภายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งการอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทในครั้งนี้ ทำให้อันดับการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นภูมิภาคลดลงจากอันดับ 2 มาอยู่ที่อันดับ 5 รองจาก เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, อินเดีย และไต้หวัน
ด้านนายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า การลงทุนของต่างชาติยังไม่มีภาวะตกใจกับสถานการณ์มากนัก แต่ขอให้นักลงทุนทั่วไปติดตามการลงทุนของต่างชาติด้วย แต่เชื่อว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะนักธุรกิจคงไม่ยอมให้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลานาน จึงคาดว่าจะมีการเจรจาให้ย้ายพื้นที่ในเร็ว ๆ นี้ ส่วนการลงทุนในระยะกลาง ถือว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุน อย่างไรก็ตาม การซื้อขายในช่วงเช้าพบว่าหุ้นในเครือเซ็นทรัลมีการปรับตัวลดลง
นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่รู่ว่าจะจบลงอย่างไร มีลูกค้าชาวต่างชาติจำนวนมากได้สอบถามเหตุการณ์ต่าง ๆ จากไทย ซึ่งขณะนี้ในส่วนของภาคการส่งออกมีความกังวลใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งภาคเอกชน อยากเห็นการเจรจา เพื่อให้มีทางออก และไม่ต้องการให้เกิดความยืดเยื้อ โดยขณะนี้ กลุ่ม นปช. ได้มีการชุมนุมในย่านธุรกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าภายในประเทศ แต่ภาพรวมการส่งออกของไทย หากยังไม่ถึงขั้นปิด
ด้านคมนาคมขนส่ง เช่น ท่าเรือ สนามบิน ก็ไม่น่ากระทบต่อยอดการส่งออกมาก และเห็นได้ว่าตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตที่ดีอยู่ แต่ก็อยากให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว เพราะแม้ว่าในระยะสั้นอาจจะไม่กระทบส่งออก แต่ในระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบได้
นอกจากนี้ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการส่งออก จัดโครงการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเอกลักษณ์ไทย เพื่อส่งเสริมการสร้างความได้เปรียบบนเวทีการค้าโลก และเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ ในการพัฒนาและสร้างเอกลักษณ์ไทยในประเภทสินค้าและธุรกิจบริการที่มีความโดดเด่น และมีความแตกต่าง เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทย ยอมรับและนิยมบริโภคเป็นฐานหลัก รวมทั้งเพิ่มกระแสการยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น โดยมั่นใจว่า จะสามารถสร้างการรับรู้และความเข้าใจเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยของสินค้า ธุรกิจบริการไทย ตลอดจนสร้างพันธกิจเครือข่ายการค้าที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาให้สินค้าเด่นสะดุดตา และจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการยอมรับความประทับใจในสินค้าเอกลักษณ์ไทยที่เป็นจุดขายสำคัญ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ อาหารไทย กล้วยไม้ ผ้าไหม พลอยสี และสปาไทย โดยเชื่อว่าจะทำให้รายได้ภาคการส่งออกใน 6 กลุ่มดังกล่าวจะมีรายได้นับแสนล้านบาท โดยกรมส่งเสริมการส่งออกจะให้การส่งเสริมสนับสนุนความรู้ ความสามารถ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะดำเนินการสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในเอกลักษณ์สินค้า ที่มีคุณค่าของประเทศและมีการสืบทอดวัฒนธรรมไทยอันสวยงาม เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและธุรกิจบริการสู่สากล



