
เล็งคลอดก.ม.เพิ่มมูลค่าแรงงานหวังช่วยหนุนจ่ายค่าจ้างตามฝีมือ
กพร.-คณะกรรมการค่าจ้าง งัดกฎหมายใหม่ให้ 22 สาขาอาชีพ ได้ค่าจ้างตามฝีมือ ชี้ผลดีแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ รับมือเปิดการค้าเสรีอาเซียน
นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการที่ผู้ใช้แรงงานไม่มีแรงจูงใจเรื่องค่าจ้างทั้งที่เป็นแรงงานมีฝีมือ จึงได้ออกกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 3 พ.ศ.2551 กำหนดให้มีการจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยมีคณะอนุกรรมการกำหนดอัตราค่าจ้าง 6 ชุด ทำหน้าที่พิจารณาค่าจ้างที่เหมาะสมใน 22 สาขาอาชีพ ซึ่งคาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือน กรกฎาคม 2553 หรือภายในปลายปีนี้
ทั้งนี้ มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มีอยู่ประมาณ 190 สาขา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระดับความสามารถ ส่วนการจัดระดับความสามารถใน 22 สาขาอาชีพเพื่อจ่ายค่าจ้างความความเหมาะสมนั้น จะมีการทดสอบในด้านความรู้ ทักษะและทัศนคติ ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ระดับผู้ช่วยช่าง ระดับช่างและหัวหน้าช่าง
นอกจากนี้ การเปิดการค้าเสรีอาเซียน ในปี 2015 ที่จะถึงนี้ จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี ซึ่งหากแรงงานไทยไม่เร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้ได้ตามมาตรฐานสากล ก็จะไม่สามารถแข่งขันกับแรงงานชาติอื่นๆ ได้ แต่แรงงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จะสามารถนำใบรับรองไปขอวีซ่าทำงาน หรือสมัครงานในประเทศที่มีเอฟทีเอกับไทยได้
สำหรับ 22 สาขาอาชีพ ประกอบด้วย กลุ่มช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ จำนวน 5 สาขา คือ 1.ช่างซ่อมไมโครคอมพิวเตอร์ 2.ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร 3.ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม 4.ช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก 5.ช่างอิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์)
6.ช่างซ่อมรถยนต์ 7.ช่างเคาะตัวถังรถยนต์ 8.ช่างสีรถยนต์ 9.ช่างไม้ก่อสร้าง 10.ช่างก่ออิฐ 11.ช่างฉาบปูน 12.ช่างอะลูมิเนียมก่อสร้าง 13.ช่างเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ 14.ช่างเชื่อมแม็ก 15.ช่างเชื่อมทิก 16.พนักงานนวดไทย 17.ผู้ประกอบอาหารไทย 18.สปาตะวันตก หัตถบำบัด 19.ช่างเครื่องประดับ (ประดับอัญมณี) 20.ช่างบุครุภัณฑ์ 21.ช่างเครื่องเรือนไม้ 22.ช่างเย็บ



