ข่าว

กก.สิทธิระหว่างรบ.อาเซียนกับภาคประชาสังคม

กก.สิทธิระหว่างรบ.อาเซียนกับภาคประชาสังคม

04 เม.ย. 2553

วันที่ 25 มีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียนได้จัดการประชุมครั้งแรกขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเพราะจะมีการพิจารณาเอกสารสำคัญ 3 ฉบับคือ

ระเบียบการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการ  แผนการทำงาน 5 ปี ของคณะกรรมาธิการ รวมถึงการพิจารณาขั้นตอนการยกร่าง “ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน” เอกสารทั้งสามฉบับมีความสำคัญเพราะเป็นการทำให้ร่างระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน (Term of  Reference-TOR) ที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ต เมื่อปี 2552 มีเนื้อหาเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติมากขึ้น 

 ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน กล่าวว่า ด้วยการตระหนักว่าสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญต่อชีวิตประชาชน ภาคประชาสังคมอาเซียนจึงยินดีที่อาเซียนได้ประกาศจัดตั้ง "คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน" ขึ้นมา และยินดีร่วมงานกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพัฒนาสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค โดยได้จัดตั้ง "คณะทำงานติดตามกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนภาคประชาชน"  ขึ้นมา และให้ความสนใจและติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียนอย่างใกล้ชิด จึงมีข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับระเบียบการปฏิบัติงานในส่วนที่ต้องสัมพันธ์กับภาคประชาสังคม ดังนี้ 

 1.ยืนยันการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของภาคประชาสังคมอาเซียนกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน

 2.ต้องการให้มีการปรึกษาหารือระหว่างตัวแทนประเทศไทยกับภาคประชาสังคมไทยอย่างสม่ำเสมอ

 3.การประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ควรเปิดให้สาธารณะเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมได้

 4.หากเป็นได้การประชุมทุกครั้งของคณะกรรมาธิการฯ ควรพบปะกับภาคประชาสังคม เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคม

 5.การประชุมหารือของคณะกรรมาธิการฯ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใส อนุญาตให้ภาคประชาสังคมสามารถเสนอวาระการประชุมได้ และกำหนดการการประชุมนั้นควรบรรจุไว้ในเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการฯ ให้สาธารณะสามารถรับรู้ได้ว่าคณะกรรมาธิการฯ จะพูดคุยกันเรื่องอะไรบ้าง

 6.การลงมติในความเห็นต่างๆ ควรมีคำอธิบายเหตุผลของคณะกรรมาธิการฯ แต่ละท่าน และบรรจุผลการประชุมในเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการฯ ให้ทุกคนสามารถเข้าไปติดตามได้

 7.รายงานทุกฉบับ เอกสารสำคัญๆ และการประสานงานระหว่างคณะกรรมาธิการฯ ต้องจัดแปลเป็นภาษาต่างๆ ให้ประชาชนแต่ละประเทศสามารถเข้าถึงได้

 8.ให้องค์กรเอกชนสามารถยื่นข้อเสนอ ข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะองค์กรเอกชนเองหรือในฐานะตัวแทนของผู้เสียหายได้

 9.ให้องค์กรเอกชนสามารถให้ข้อมูลแก่คณะกรรมกาธิการฯ ได้โดยตรง

 10.เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ ต้องมีความเป็นกลางในการดำเนินงาน จึงควรมีการหารือกับภาคประชาสังคมบ้าง เพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการฯ และอาจเป็นข้อมูลตรงข้ามกับรัฐบาลได้

 11.ควรให้มีกลไกที่มีหลักประกันว่ากลุ่มชายขอบ และผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงคณะกรรมาธิการฯ ได้โดยไม่ถูกกีดกัน

 12.สาธารณะมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ได้

 13.องค์กรภาคประชาสังคมในระเบียบการปฏิบัติงานของคณะกรรมาธิการฯ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มที่กล่าวไว้ในมาตรา 
 14.การประเมิน แก้ไข ระเบียบวาระการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่จะมีการทบทวนในอีก 5 ปีข้างหน้า ควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

 15.ภาคประชาสังคมไทยได้จัดตั้งคณะทำงานไทยติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ อย่างใกล้ชิดเพราะเราเห็นว่าประชาชนควรได้รับประโยชน์จากการปกป้องและคุ้มครองของคณะกรรมาธิการฯ เสียงประชาชน และปัญหาของประชาชนควรได้ยิน 

 16.ในกฎบัตรอาเซียนเท่านั้น แต่ให้เปิดกว้างให้แก่ทุกภาคส่วนที่ต้องการสัมพันธ์กับคณะกรรมาธิการฯ