ข่าว

ศึกยังไม่สงบแต่ก็ขอนับศพทหาร

ศึกยังไม่สงบแต่ก็ขอนับศพทหาร

05 เม.ย. 2553

ผมไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในเมืองไทย ในปี 2548 จนถึงปัจจุบัน มีหน่วยงานใดเคยประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ของประเทศไทยที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวออกมาเป็นตัวเลขแล้วหรือยัง และความเสียหายนั้นมีมูลค่าสูงสักเท่าไหร่ ถ้าจะให้คา

ตัวเลขตามที่คาดข้างต้น เป็นตัวเลขเฉพาะการขาดรายได้ที่ควรจะได้รับ อันเนื่องมาจากการชุมนุมและความไม่สงบโดยตรง ซึ่งภาคส่วนที่รับผลกระทบไปเต็มๆ ก็ได้แก่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เชื่อมโยงไปยังธุรกิจแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว ถัดไปคือธุรกิจด้านการบิน ท่าอากาศยานการขนส่ง เถิบมาก็เป็นภาคการส่งออก การลงทุน ซึ่งล้วนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของชาติมาโดยตลอด

 นอกจากความสูญเสียจากการขาดรายได้แล้ว ยังมีความสูญเสียอื่นๆ ติดตามมาอีกหลายอย่าง ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการลดการจ้างงาน หรือลดชั่วโมงการทำงาน การขาดเงินทุนหมุนเวียน ไปจนถึงการปิดกิจการ ที่สำคัญก็คือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การที่รัฐบาลต่างประเทศประกาศเตือนคนของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทย การที่นักท่องเที่ยวปรับเปลี่ยนเส้นทางและจุดหมายจากเมืองไทยไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว หรือกัมพูชา การที่นักลงทุนเปลี่ยนฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีปัจจัยการผลิตและมีเสถียรภาพทางการเมืองเช่นเวียดนามและอินโดนีเซีย เป็นต้น

 ความเสียหายประการสุดท้ายก็คือการซื้อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่สื่อต่างประเทศเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศ การจัดโรดโชว์ การส่งผู้แทนไปพบปะกับภาครัฐและเอกชนของต่างประเทศ รวมทั้งการระดมจัดกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งความเสียหายทั้งสามประการนี้ รวมแล้วน่าจะมีตัวเลขที่สูงเกินล้านล้านบาท

 คิดดูกันอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าบ้านเมืองของเรามีความสงบสุข ไม่มีความขัดแย้งหรือความวุ่นวายต่างๆ เมืองไทยก็น่าจะมีรายได้เข้าประเทศ 6 แสนล้าน-8 แสนล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเงินจำนวนนี้ส่วนหนึ่งจะเป็นภาษีอากรเพื่อใช้ในการทำนุบำรุงประเทศชาติ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเงินทุนให้เจ้าของกิจการต่างๆ มีโอกาสขยับขยายกิจการของตน และเป็นเงินหมุนเวียนทั้งในตัวเมืองและท้องถิ่น

 คิดกันอย่างง่ายๆ ต่อไปว่า ถ้าบ้านเมืองเรามีความสงบสุข และมีเสถียรภาพทางการเมืองปัจจัยต่างๆ ของประเทศไทย ไม่ว่าจะวัตถุดิบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การคมนาคม แรงงานที่มีฝีมือ ประสบการณ์ในด้านต่างๆ รวมทั้งทำเลที่ตั้งของประเทศ ล้วนเป็นแต้มต่อในการจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทยมากกว่าเวียดนามหรืออินโดนีเซียอยู่แล้ว เราก็อาจจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าต่างๆ และมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

 คิดง่ายๆ ข้อสุดท้าย ก็คือถ้าบ้านเมืองเรามีความสงบร่มเย็นเช่นที่เคยเป็นมา เราก็คงไม่ต้องเสียเงินทองอีกมากมายมหาศาลในการแก้ไขภาพลักษณ์ ซึ่งไม่มีใครตอบได้เหมือนกันว่าจะได้ผลสักกี่เปอร์เซ็นต์ จะเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงไร และอีกกี่ปีถึงจะคุ้มกับเม็ดเงินที่ทุ่มลงไป

 ใครก็ตามที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียหายเกินจะประเมินค่าได้ดังกล่าว น่าจะได้คิดและยุติการล้างผลาญประเทศไทยเสียที เพราะสิ่งที่พวกคุณได้ทำมาหรือกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ล้วนเป็นความผิดบาปที่ตกแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือลูกหลานของคุณเองในยามที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงในอนาคตอันไม่ไกลนี้