
แพ้ใจ
คนเสื้อแดงล้มเหลวในการต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาลาออก
การวิดีโอลิงก์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พยายามดึงมวลชนให้ปักหลักต่อสู้ก็ไร้น้ำหนักลงทุกขณะ ส่วนหนึ่งถูกมองว่าการปลุกคนเสื้อแดงมีนัยแฝงต่อสู้เพื่อตัวเอง แม้จะได้รับการปฏิเสธจากแกนนำสามเกลอ แต่ภาพคู่ขนานที่ปรากฏคงปฏิเสธได้ยาก
ที่สำคัญบรรดาแกนนำเสื้อแดงได้เอาคำพูด ข้อมูลของอดีตนายกฯ ไปขยายความต่อ ทำให้แยกไม่ออกระหว่างยุทธศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับผลประโยชน์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ยิ่งนานวันความก้าวร้าวก็ยิ่งปรากฏ เสื้อแดงมองว่าการชุมนุมของตัวเองเป็นสิ่งถูกต้อง ตรงข้ามกับเสื้อสีชมพูกลับมองว่าไม่ชอบธรรม ทั้งๆ ที่นี่คือเสียงส่วนหนึ่งของคนเมืองหลวง ที่เริ่มเหนื่อยหน่าย
การใช้กำลังคนก่อกวน ปิดถนน สร้างความเดือดร้อนให้คนกรุงเทพฯ การยั่วยุข่มขู่ ละเมิดสิทธิคนอื่นย่อมไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่ชัยชนะ
ย้อนไปดูครั้งแรกที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ถูกต่อต้าน แต่กลับได้รับโอกาสจากคนกรุงเทพฯ แม้จะเคลื่อนขบวนเดินไปทั่วเมือง การจราจรติดขัดอัมพาตก็ตาม
แต่เมื่อยกระดับความเข้มข้นด้วยการเจาะเลือดนำไปสาดใส่ทำเนียบ บ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ จนสะเทือนใจคนทั้ง จ.เชียงใหม่ และหัวเมืองเหนือ รวมถึงพิธีทางไสยศาสตร์ อวิชชา จนสื่อต่างประเทศนำไปแพร่ทั่วโลก ความเป็นอารยะหายไปทันที
ต่อเนื่องถึงการเจรจาระหว่างนายอภิสิทธิ์กับแกนนำเสื้อแดง ประชาชนทั้งประเทศ กลุ่มนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ต่างขานรับกำลังเห็นทางออกของประเทศ
แต่ช่องทางเจรจาล้มไม่เป็นท่า เสื้อแดงเล่นบีบรัฐบาลเกินไป ทั้งๆ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ยืนยันกรอบเวลาหลายภาคส่วนก็เห็นด้วย แต่เสื้อแดงตัดบทขอให้ยุบสภาในทันที เร่งเกม เปิดหน้า อดีตนายกฯทักษิณ ตามขย่มเล็งเป้าไปยังจุดที่มิบังควร
อารมณ์ที่เร้าร้อน รีบเร่ง ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย กลุ่มมิตรสลายของคนเสื้อแดง ทำให้การขับเคลื่อนไม่มีหลัก เมื่อยุทธศาสตร์ไม่นิ่ง การเล็งผลย่อมพลาดเป้า
ที่สำคัญการชุมนุมไม่ได้เกิดจากความเห็นตรงกันของประชาชน แต่เป็นการนำพาคนมาชุมนุมโดยใช้กลไกทางการเมือง
เมื่อผู้ชุมนุมไม่ให้ใจเต็มร้อย แรงขับเคลื่อนการปักหลักต่อสู้ก็ไม่มีเอกภาพ เมื่อใจแพ้ทัพไหนก็ไม่มีชัยชนะ!!



