
สุเทพเล็งขอหมายศาลออกหมายจับแกนนำแดง
สุเทพ เผยเตรียมขอหมายศาลออกหมายจับแกนนำ นปช. จันทร์นี้ ชี้เสื้อแดงไม่ชุมนุมตามกฎหมาย มุ่งทำร้ายบ้านเมือง
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 4 เม.ย. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.ศอ.รส.) เป็นประธานในการประชุม ศอ.รส. ที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.)โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชุมโดยใช้เวลาในการประชุม 1 ชั่วโมง
จากนั้นเวลา 10.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ศอ.รส.ออกประกาศฉบับที่ 5 ให้กลุ่มคนเสื้อแดงออกจากการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ว่า เพราะว่าการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ไมได้แสดงเป้าหมายทางการเมือง แต่เป็นการแสดงออกถึงการคุกคามต่อเศรษฐกิจของประเทศ การไปชุมนุมยังสถานที่นั้นทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย รวมถึงความเดือดร้อนของผู้ค้าขายย่านศูนย์การค้าใจกลางเมือง รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าก็ได้รับความเดือดร้อนมีใครเห็นใจบ้างที่เขาขาดทุน รวมถึงโรงพยาบาลและโรงแรม สิ่งนี้ที่ทำให้ ศอ.รส.ต้องประกาศฉบับที่ 5 เพื่อให้ต้องการให้ผู้ชุมนุมคืนพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมให้ได้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ทั้งนี้ ศอ.รส.ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปเจรจาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาจนถึงเช้าวันนี้จนได้พื้นที่ผิวจราจร 1 เลน แต่ก็ไม่พอ
“ในวันที่ 5 เมษายนนี้เป็นวันที่ผู้ประกอบกิจการต้องค้าขายตามปกติ ถ้าหากยังมีการยึดสี่แยกราชประสงค์ก็จะเกิดความเดือนร้อนของคน กทม. ซึ่งทาง ศอ.รส.เตรียมที่จะบังคับใช้กฎหมายให้แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรง แต่ผู้ชุมนุมจะต้องสำนึกในหน้าที่ของตนเอง และผู้อื่นด้วย ผมได้สั่งการให้ ผบ.ตร. ได้เตรียมการและป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมขยายพื้นที่การชุมนุมไปตามเป้าหมายเศรษฐกิจใสนแหล่งอื่น เช่น ถนนสีลม สำหรับขั้นตอนต่อไปในการเตรียมการคือบังคับใช้กฎหมายเพื่อกดดันให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และตนได้ให้ทีมกฎหมายของ ศอ.รส. ร่างคำร้องเพื่อร้องต่อศาลในวันพรุ่งนี้ ถ้าหากเป็นไปได้ผมอยากทำตั้งแต่วันนี้ หรือ คืนนี้ แต่ถ้ายังทำไม่ได้เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง ก็จะขอหมายศาลในวันพรุ่งนี้ และเมื่อได้หมายศาลแล้วก็จะดำเนินการตามที่เห็นว่าสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม เราไมได้นิ่งนอนใจ เราพยายามหาวิธีแก้ปัญหาเพีงแต่ว่าผู้ชุมนุมเขาได้ใจที่เห็นเราหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช่ความรุนแรง เขาถึงได้ทำการที่เป็นการท้าทายอำนาจรัฐตลอดเวลา ถ้าหากเป็นไปได้ผมอยากให้กลุ่มคนเสื้อแดงออกนอกจากพื้นที่ในวันนี้ หรือ พรุ่งนี้” นายสุเทพ ระบุ
เมื่อถามว่า ในวันจันทร์ที่ 5 เมษายนนี้จะขอหมายศาลเพื่อไปดำเนินการกับแกนนำใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า หากสามารถดำเนินการได้วันนี้ คืนนี้ ตนก็จะทำก่อน แต่หากยังทำไม่ได้เพราะสุ่งเสี่ยงต่อความรุนแรงก็จะขอหมายศาลในวันที่ 5 เมษายนนี้ เมื่อได้หมายศาลก็จะดำเนินการตามที่เห้นว่าดำเนินการได้
เมื่อถามว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวจะใช้มาตรการที่เข้มข้นอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า จะใช้มาตรการเบาไปหาหนัก ถ้าไม่มีทางเลือกอย่างอื่นก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายให้แข็งแรงที่สุด ทั้งนี้เราไม่ต้องการให้เกิดการปะทะ แต่การใช้กำลังเพื่อกดดันก็มีความจำเป็นจะต้องทำ อย่างเช่น การส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เข้าไปเคลียร์พื้นที่เป็นต้น แต่จะต้องมีความละมุนละม่อมให้มากที่สุด รวมถึงมาตรการป้องกันความเสียหายต่อประชาชน
เมื่อถามว่า การออกหมายจับแกนนำจะไม่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะจะมีการปลุกระดมแน่นอน นายสุเทพ กล่าวว่า ตนก็ไม่แปลกใจ เขาปลุกระดมทุกวัน แต่บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมายต้องว่าตามกฎหมาย รัฐบาลได้สั่งการยัง ศอ.รส. ว่าให้แก้ปัญหาในกรอบกฎหมาย เราจะยึดมั่นแนวทางนี้ แต่ใช้กฎหมายให้แข็งแรง ซี่งนายกฯได้มอบหมายให้ ศอ.รส. ตัดสินใจได้เต็มที่ ส่วนกรณีแกนนำขู่เผาศาลากลางนั้น ตนได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมการอยู่แล้ วและให้บันทึกเทปคำพูดคำสั่งการของแกนนำคนนั้น หากเผาเมื่อไหร่จะจับคนเหล่านี้ในข้อหากระทำการเป็นภัยต่อความมั่นคง
เมื่อถามว่า วันที่ 5 เมษายนนี้นอกจากขอหมายจับแกนนำจากศาลแล้ะวจะขอหมายห้ามชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีการห้ามชุมนุมต้องทำด้วยหมายศาล คือ มีคำสั่งศาลให้ผู้ชุมนุมออกจากตรงนั้นสามารถทำได้ แต่ตามพระราชบัญญัติความมั่นคงยังทำไม่ได้ แต่จะทำได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เราก็จะห้ามการชุมนุม ส่วนแนวโน้มการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เราดูตามสถานการณ์ และในฐานะเป็น ผอ.ศอ.รส. ต้องคิดในใจอยู่ทุกทาง
เมื่อถามว่า การออกหมายจับจะจับแกนนำบางคนหรือทั้งหมด นายสุเทพ กล่าวว่า แล้วแต่ศาล ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ เมื่อถามย้ำว่า มีการคัดชื่อแกนนำที่จะออกหมายจับแล้วใหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ได้คัดเอง แต่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดไว้อยู่
เมื่อถามว่า หากผู้ชุมุนมไม่ออกจากแยกราชประสงค์แนวโน้มประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นไปได้มากแค่ไหน นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การบังคับใช้กฎหมายโดยวิธีการอื่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตนจะพยายามทำจากเบาไปหาหนัก หลีกเลี่ยงความรุนแรงทุกรูปแบบ ส่วนกรณีการเลือกใช้กฎหมายนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากรุนแรงก็ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เรามีกำลังเพียงพอ เพราะเรามีการซักซ้อมตลอด
เมื่อถามว่า ผู้ชุมนุมไม่กลัว พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุเทพ กล่าวว่า แกนนำคงไม่กลัวอะไร เพราะเขาคงมีความคุ้มค่าในการทำงาน แต่ประชาชนที่มาตามเขาจะไม่รู้ข้อเท็จจริง
ขสมก.แจงเปลี่ยนเส้นทางเดินรถเลี่ยงแยกราชประสงค์
นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (4 เม.ย.) เส้นทางการเดินรถประจำทางขสมก.ที่เข้าสู่แยกราชประสงค์จะมีการเลี่ยงเส้นทาง เดินรถทั้งหมด หากประชาชนมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าว สามารถสอบถามเส้นทางการเดินรถได้ที่เบอร์ 184 เพื่อทราบถึงเส้นที่รถประจำทางว่าจะวิ่งไปถึงจุดใด และจะต้องต่อรถที่ใด ส่วนในเส้นทางอื่นยังเดินรถตามปกติ โดย ขสมก. จะมีการประเมินสถานการณ์ทุกชั่วโมง แต่ยืนยันว่าจะให้บริการทุกเส้นทาง เพื่อประโยชน์ของประชาชน
โพลคนใต้พบนิยม"มาร์ค"ขึ้นหลังเจรจาแดง
รศ.ทัศนีย์ ประธาน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยถึง "หาดใหญ่โพล"โดยสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ เกี่ยวกับการเจรจาของรัฐบาลและนปช.โดยเก็บรวบรวมข้อมูลประชาชน จำนวน 1,198 ตัวอย่าง และใช้แบบสำรวจเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2553 – 2 เมษายน 2553 โดยสรุปผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 85.1 เห็นว่าท่าทีในการเจรจาของรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาประเทศ มากกว่ากลุ่ม นปช.มีเพียงร้อยละ 14.9 ที่เห็นว่ามีความจริงใจในการแก้ปัญหาประเทศ ทั้งนี้จากการสำรวจเหตุการณ์การเจรจาของรัฐบาลกับกลุ่ม นปช. พบว่า ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด (ร้อยละ 47.1) รองลงมา เป็น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาล และกลุ่มนปช. คิดเป็นร้อยละ 19.9 , 19.1 และ 13.9 ตามลำดับ
เมื่อสอบถามประเด็นความนิยมของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังมีการเจรจากับกลุ่มนปช. พบว่า ประชาชนร้อยละ 50.0 เห็นว่าความนิยมของนายกรัฐมนตรีมีแนวโน้มสูงขึ้น และร้อยละ 43.7 เห็นว่าความนิยมของนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม มีเพียงร้อยละ 6.3 ที่เห็นว่าแนวโน้มของความนิยมต่อนายกรัฐมนตรีลดลง
ประชาชนร้อยละ 56.6 ไม่ต้องการให้มีการเจรจากับกลุ่ม นปช. รอบที่ 3 และร้อยละ 43.4 เห็นว่าต้องการให้มีการเจรจากับกลุ่ม นปช.อีก นอกจากนี้ ถ้าหากมีการเจรจา รอบที่ 3 พบว่า ประชาชนร้อยละ 69.8 เห็นควรให้มีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ติดตามชมการเจรจาด้วย
ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขวิกฤตการเมือง พบว่า ประชาชนร้อยละ 43.2 เห็นว่า นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อ มากที่สุด รองลงมา การเจรจากับทุกฝ่าย และการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ คิดเป็นร้อยละ 26.0 และ 13.8 ตามลำดับ มีเพียงร้อยละ 10.6 เห็นว่าข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของกลุ่ม นปช. สามารถแก้ไขวิกฤตการเมืองได้ นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 31.0 เรียกร้องให้กลุ่ม นปช. ไม่ให้บุกรุกสถานที่ราชการ มากที่สุด รองลงมา เรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ให้มีการชุมนุมในจุดเดียว และไม่ให้ข่มขู่บุคคลอื่น คิดเป็นร้อยละ 16.1 ,14.8 และ 12.4 ตามลำดับ
ทั้งนี้ ประชาชนร้อยละ 65.0 ไม่เห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 มาตราก่อนการยุบสภา มีเพียงร้อยละ 35.0 ที่เห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ประชาชนร้อยละ 56.3 ควรมีการระดมความคิดเห็นของทุกฝ่ายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากที่สุด รองลงมา ตั้ง สสร. ศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ร้อยละ 25.6)และ แก้ 6 มาตราแล้วลงประชามติ (ร้อยละ 18.1)



