ข่าว

ชุมนุมเพื่อทำลาย

ชุมนุมเพื่อทำลาย

04 เม.ย. 2553

จากสภาพการชุมนุมแบบไร้เหตุผลของมวลชนเสื้อแดง ภายใต้การสั่งการของแกนนำสมุนของ “ทักษิณ ชินวัตร” ทั้งในแง่สถานที่ตั้ง การยึดพื้นที่สาธารณะและถนนราชดำเนินจนเกินความจำเป็น โดยหวังสร้างปัญหาการจราจรให้คนเมืองหลวง

แต่ได้พบกับสภาพความอดทน เพราะคนกรุงรู้ดีว่าไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขให้มวลชนเสื้อแดงซึ่งนิยมความรุนแรง ได้หาทางออกโดยอาศัยการจลาจล เผาบ้านเผาเมือง ดังเช่นเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว

 แต่การปิดสี่แยกราชประสงค์ ต้องการทำลายการค้า เศรษฐกิจในย่านธุรกิจ ประกาศเจตนาโดยแกนนำว่าต้องการสร้างความเดือดร้อนให้คนเมืองหลวงเพื่อหวังชัยชนะ เป็นการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายชัดเจน จึงเป็นความเกินเลยที่กฎหมายจะอนุโลมให้กระทำการชุมนุมได้ และการปิดถนนวิภาวิดีรังสิต โดยอ้างการชุมนุมหน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ทำให้คนเมืองหลวงมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อมวลชนเสื้อแดงและ “ทักษิณ” รวมทั้งครอบครัวในเครือข่ายทักษิณทั้งหมด

 แกนนำเสื้อแดงย่อมอยู่ในสภาพดิ้นรนหาทางลง เมื่อคนกรุงไม่ใส่ใจต่อข้อเรียกร้อง และยังถูกต่อต้านเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเครียด ความรู้สึกอับอาย และเห็นสภาพตัวเองซึ่งต้องตกเป็นจำเลย ผู้ต้องหาในคดีอาญา ในสภาพผู้ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ทำให้ต้องทำทุกอย่างเพื่อทำลายล้าง สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล

 ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องใช้ขั้นตอนทางกฎหมายจัดการกับแกนนำมวลชนเสื้อแดง ซึ่งได้ปลุกระดมคนให้กระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐ และสร้างความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจ จนเกินความชอบธรรมในการอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

 ขั้นตอนแรกคือ การยื่นคำขอถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดง และดำเนินคดีเพิ่ม แม้จะไม่สามารถจับกุมตัวได้ ก็ทำให้เพิ่มคดีความ อย่างน้อยที่สุดก็ให้เป็นคดีค้างไว้ เช่น การละเมิดเงื่อนไขการถอนประกัน การหนีหมายจับ ซึ่งจะเป็นมาตรการจัดการทางกฎหมายภายหลัง

 การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้รัฐบาลตระหนักว่า การใช้กฎหมู่บีบบังคับให้ยุบสภานั้น ยิ่งไร้เหตุผลมากกว่าเดิม และรัฐบาลไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะการเปิดช่องให้เจรจาและล้มเหลว 2 รอบนั้นได้แสดงให้เห็นความไม่จริงใจของแกนนำคนเสื้อแดงและ “ทักษิณ” ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการสั่งการแกนนำเสื้อแดง และไม่ต้องการความยื้อเยื้ออีกต่อไป เพราะมีเงื่อนไขเวลา ค่าใช้จ่ายในการระดมมวลชน และปัญหาสุขภาพของตัวเอง

 การใช้ความประนีประนอมครั้งนี้น่าจะเกินพอสำหรับการปล่อยให้มวลชนชุมนุม เพราะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ นอกจากนั้นยังทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่พอใจ มองว่ารัฐบาลและผู้นำอ่อนแอ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย เพราะสถานที่ชุมนุมอยู่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่รักษากฎหมายอีกด้วย