ข่าว

รัสเซียประกาศลากคอ บิน ลาเดน แห่งหมีขาว

รัสเซียประกาศลากคอ บิน ลาเดน แห่งหมีขาว

04 เม.ย. 2553

มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์

 เหตุการณ์ระเบิดพลีชีพ 2 ระลอกในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโก นครหลวงรัสเซียเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิต 39 คน ถือเป็นเรื่องช็อกครั้งใหญ่สำหรับชาวโลก และรัสเซียที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้มานานหลายปี จากการพยายามปราบปรามกลุ่มติดอาวุธ และผู้ก่อการร้ายในประเทศมาตลอด

สถานที่เกิดเหตุยังเกิดที่สถานีซึ่งอยู่ใต้สำนักงานใหญ่ของสำนักความมั่นคงของรัฐบาลกลาง (เอฟเอสบี) หรือเคจีบีเก่า ซึ่งถือเป็นการหยามมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลรัสเซีย

อีกทั้งมือระเบิดยังเป็นผู้หญิงที่ใช้วิธีการติดระเบิดไว้กับตัวเพื่อก่อเหตุระเบิดพลีชีพ ซึ่งเป็นวิธีที่รัสเซียเคยเจอมาแล้วและรู้จักดีในชื่อ "ปฏิบัติการแม่ม่ายดำ"

แถมคนก่อเหตุยังเป็นแม่ม่ายตัวจริงชื่อ เจนเน็ต อับดูรัคมาโนวา ที่เป็นแม่ม่ายวัยรุ่นอายุแค่ 17 ปี เพราะสามีที่เป็นอดีตกลุ่มติดอาวุธในเชชเนียแถบคอเคซัสเหนือที่ถูกกองกำลังรัฐบาลสังหารเมื่อปีที่แล้ว

เหตุการณ์ร้ายยังตามมาด้วยโศกนาฏกรรมเหตุระเบิดพลีชีพอีก 2 ครั้ง ในสาธารณรัฐดาเกสถานที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหพันธ์รัฐรัสเซียในอีก 2 วันต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 12 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจถึง 9 คน และเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจท้องถิ่น เหตุเพราะตำรวจเหล่านี้เป็นตัวแทนของอำนาจรัฐที่สั่งตรงมาจากรัฐบาลรัสเซียไว้คอยควบคุมภูมิภาคซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

ขณะที่ล่าสุดตำรวจเองยังออกมาเผยด้วยว่า สามารถปลดชนวนระเบิดลูกใหญ่ในดาเกสถานได้ในวันเดียวกับที่เกิดเหตุระเบิดพลีชีพ โดยระเบิดลูกดังกล่าวถูกพบที่สุสานแห่งหนึ่ง และซ่อนไว้ในถังเหล็กซึ่งเต็มไปด้วยนอตและสกรู อีกทั้งยังมีเหยื่อเสียชีวิตอีก 2 คนหลังรถยนต์นั่งของตัวเองถูกจุดระเบิดขึ้นเป็นจุณเมื่อคืนวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมาด้วย

เหตุการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ออกมาประกาศว่าจะตามจองเวรผู้ก่อการร้ายในประเทศจนกว่าจะกำจัดได้สิ้นซาก

และผู้ก่อการร้ายเบอร์ 1 ที่ทางการรัสเซียต้องการตัวมากที่สุดในขณะนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก โดคู อูมารอฟ ผู้นำกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในเชชเนีย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และเป็นที่ต้องการตัวมานานก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุระเบิดพลีชีพในกรุงมอสโก และพื้นที่อ่อนไหวในภูมิภาคคอเคซัสเหนือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อูมารอฟ เกิดที่หมู่บ้านคาเซนอยในรัฐสังคมนิยมปกครองตนเองเชเชน-อินกูช ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐโซเวียต ก่อนจะสู้ในสงครามแบ่งแยกดินแดนมาตั้งแต่ปี 2537 และหลายครั้งที่กลุ่มของอูมารอฟเป็นกลุ่มที่ฝึกมือระเบิดพลีชีพ ซึ่งเขาอ้างว่ามีกองกำลังนักรบศักดิ์สิทธิ์หลายพันคน แต่ทางการกลับมองว่ากองกำลังของเขามีไม่เกิน 500 คน

ในวัย 45 ปี อูมารอฟ ได้รับการขนานนามจากบางคนว่าเป็น "โอซามา บิน ลาเดน แห่งรัสเซีย" แต่เขาตั้งชื่อตัวเองว่าเป็น "อีมีร์แห่งคอเคซัสเอมิเรต" หรือเจ้าผู้ครองดินแดนเทือกเขาคอเคซัส ผู้เคยก่อเหตุวินาศกรรมในรัสเซียหลายต่อหลายครั้ง

รวมทั้งครั้งล่าสุดที่กลุ่มของเขาเป็นผู้ออกมาประกาศความรับผิดชอบว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมครั้งนี้ ด้วยการออกวิดีโอโพสต์บนเว็บไซต์ประกาศว่า "ข้าสัญญาว่าสงครามจะคืบคลานมาถึงถนนบ้านเจ้า เจ้าจะรู้สึกถึงสงครามด้วยเนื้อหนังและชีวิตของเจ้าเอง"

อูมารอฟเรียกการก่อวินาศกรรมในมอสโกว่าเป็นการแก้แค้นจากการที่รัสเซียครอบครองคอเคซัสเหนืออย่างกดขี่นองเลือด พร้อมกล่าวโทษ นายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูติน อดีตประธานาธิบดีรัสเซียว่าเป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงขึ้น และการแก้แค้นจะเกิดขึ้นมากกว่านี้

บิน ลาเดน แห่งรัสเซีย อ้างว่า ทหารของปูตินได้ลักพาตัว ทรมาน และสังหารคนยากจนในสาธารณรัฐเชชเนีย และสาธารณรัฐอินกูเชเตียในคอเคซัสเหนือ ขณะที่สิทธิมนุษยชน ตลอดจนนักข่าวจำนวนมากก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่ามักจะให้กองกำลังรักษาความมั่นคงใช้มาตรการรุนแรงในภูมิภาคนี้ที่ได้รับการมองว่าเป็น "รัฐก่อการร้าย"

หน่วยข่าวกรองรัสเซียเชื่อว่า อูมารอฟใช้ป่าทึบบนเทือกเขาคอเคซัสเหนือในการหลบซ่อนตัว ซึ่งเป็นดินแดนที่เขาตั้งใจจะเปลี่ยนให้เป็นรัฐอิสลามอิสระขนาบดินแดนทางตอนใต้ของรัสเซีย โดยที่ผ่านมา รัฐบาลรัสเซียเคยประกาศว่าอูมารอฟตายไปแล้ว 2-3 รอบ แต่ทุกครั้งอูมารอฟก็สามารถกลับมาหลอกหลอนผู้คนได้อีกครั้งจากการก่อเหตุวินาศกรรมขึ้นอีกครั้ง

และเหตุระเบิดหลายครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกให้รัฐบาลรัสเซียกลับมาให้ความสำคัญกับปัญหากลุ่มแบกแยกดินแดนอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวของในภูมิภาคคอเคซัสเหนือ

ล่าสุดประธานาธิบดีเมดเวเดฟทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเดินทางไปยังสาธารณรัฐดาเกสถานแบบกะทันหัน เพื่อไปสั่งการโดยตรงกับทหารและตำรวจในพื้นที่ให้ใช้มาตรการหนักหน่วง โหดเหี้ยมในการต่อสู้กับ "พวกสวะ" ที่อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดทั้งหมด