ข่าว

ศอ.รส.ห่วงแดงใช้จยย.เคลื่อนปะทะผู้ไม่เห็นด้วย

ศอ.รส.ห่วงแดงใช้จยย.เคลื่อนปะทะผู้ไม่เห็นด้วย

02 เม.ย. 2553

ศอ.รส.ห่วงแดงใช้จยย.เคลื่อนปะทะกับประชาชนที่ไม่เห็นด้วย เสริมกำลังตำรวจเป็น 76 กองร้อย แยก 15 กองร้อยคุมเข้มผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง คาดยอดแดงรวมไม่เกิน 6 หมื่นคน หวั่นแดงใช้มอเตอร์ไซต์เคลื่อนปะทะปชช. จับตาชุมชนที่มีประวัติเคยปะทะ

 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 เม.ย.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และในฐานะ ผอ.ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงเพื่อเตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัยการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้ ( 3 เม.ย.) โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

 ต่อมาเวลา 21.30 น. พล.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวว่าที่ประชุมศอ.รส.มีความรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการชุมนุมที่อนุเสาวรีย์ ร. 6 ของกลุ่มคนรักสันติ หรือ กลุ่มคนเสื้อสีชมพูโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 5 กองร้อย และ กำลังทหารอีก 2-3 กองร้อย ในการดูแลความเรียบร้อย เพราะเกรงว่าจะกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเดินทางมาบริเวณดังกล่าวเกิดการปะทะ จึงได้มีการจัดกำลังเพื่อเป็นกันชนให้กับทั้งสองฝ่าย โดยมีระยะห่างประมาณ 15 เมตร เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสามารถฝ่าไปอีกกลุ่มหนึ่งได้ ทั้งนี้เมื่อเวลา 16.00 น. ขณะที่กลุ่มรักสันติชุมนุมอยู่ ก็ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงขี่มอเตอร์ไซค์มาผ่าน และมีการยั่วยุกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ก็มีการห้ามปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกัน

 “ศอ.รส.รู้สึกห่วงใยว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น จึงอยากขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่อยากท่านให้มีการพัฒนาในลักษณะที่ไม่เห็นด้วยเป็นความโกรธแค้นส่วนตัว และมองผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับท่านเป็นศัตรู จะทำให้มีการพัฒนาทำให้เกิดความรุนแรงได้ จึงขอความร่วมมือท่านมีสิทธิ์แสดงออกได้ทุกกรณี แต่อย่าได้มีการพัฒนาไปสู่การโกรธแค้นซึ่งกันและกัน"

 อย่างไรก็ตาม ถ้าการแสดงความคิดเห็นอยู่กับที่และไม่มีการเคลื่อนที่ไปไหน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ก็จะทำหน้าที่ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมได้อย่างดี แต่หากท่านเคลื่อนตัวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตรงนี้จะสร้างความยากลำบากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยให้กับท่าน เพราะท่านจะผ่านไปยังกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นการวางกำลังของทหาร และ ตำรวจ จะเกินขีดความสามารถจะทำให้เรากังวลใจ ดังนั้นขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมขอให้อยู่กับที่อย่าได้ดาวกระจายหรือเคลื่อนตัวไปไหน

 พล.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า กำลังที่ดูแลอยู่มีทั้งหมด 43 กองร้อย แต่หลังการประชุม ศอ.รส.ได้มีการปรับเปลี่ยนกำลังในการดูแล โดยมีการเพิ่มอีกจำนวน 33 กองร้อย โดยไปสนับสนุนภารกิจที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 15 กองร้อย และ อีก 18 กองร้อยเสริมกำลังในพื้นที่ กทม. โดยขณะนี้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่เป็น 76 กองร้อย

 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ(ศอ.รส.) แถลงผลการประชุมศอ.รส.ว่า ในส่วนข่าววิเคราะห์ว่า กลุ่มมวลชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเข้าจะมียอดผู้ชุมนุมประมาณ 22,000 - 25,000 คน ซึ่งคิดว่า ยอดผู้ชุมนุมไม่น่าจะมากไปกว่าการชุมนุมใหญ่เมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา คือ ยอดคงไม่น่าจะหนีไปจาก 6 หมื่นคนถึง 6.5 หมื่นคน

 เชื่อว่าคราวนี้กลุ่มผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดจะเดินทางโดยใช้รถบัสโดยสารขนาดใหญ่เดินทางเข้ามา โดยวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนขบวนจะใช้รถจักรยานยนต์เป็นหลัก ซึ่งคาดว่า จะมีจำนวนมากพอสมควร จึงอยากวิงวอนกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนให้น้อยที่สุด และหากจะเคลื่อนมาขอให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

 ที่ผ่านมาชาวกรุงเทพฯใช้ความอดทนต่อการแสดงออก และให้ท่านใช้ถนนมาเป็นเวลา 2 - 3 สัปดาห์แล้ว ขอให้เอื้อถนนให้ประชาชนได้ใช้บ้าง ส่วนเหตุการณ์ที่เกือบปะทะกันระหว่างเครือข่ายภาคประชาชน กับกลุ่มมอเตอร์ไซต์ของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 2 - 3 คน ทั้งนี้ศอ.รส.เข้าใจ และเคารพในการใช้สิทธิ์ของชาวกรุงเทพฯที่จะไม่เห็นด้วย แต่ขอความกรุณา หากเสื้อแดงเคลื่อนจักรยานยนต์มา ซึ่งเป็นที่สุ่มเสี่ยงและยั่วยุให้มีเหตุปะทะ จึงวิงวอนให้คนกรุงเทพแสดงสิทธิ์ในบริเวณของตนเอง อย่าออกมานอกชุมชนที่ติดกับถนน เพราะอาจจะปะทะได้ เนื่องจากไม่มั่นใจว่า แกนนำจะควบคุมได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ปะทะกัน

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ฝ่ายข่าววิเคราะห์ว่า ขณะนี้แกนนำยังไม่สามารถประมาณการมวลชนได้ชัดเจนจึงต้องดูยอดเป็นหลักจึงจะมีการตกลงใจว่า จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะประสานการทำงานกัน โดยมีชุมชนเพ่งเล็ง คือ ชุมชนที่เคยมีประวัติการกระทบกระทั่งเช่น ซ.เพชรบุรี 7 โบ๊เบ๊ นางเลิ้ง นอกจากนี้ ทางศอ.รส.ยังได้กำชับตำรวจให้เปิดช่องทางชี้แจงทางบก.จร. 02 เพื่อแจ้งข่าวสารให้กับประชาชนรับทราบโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ข่าวสารกระจายไปในลักษณะที่คลาดเคลื่อน