
โคทมแนะตั้งคกก.ปรองดองหมอประเวศประธาน
โคทม แนะ รบ. ตั้งคกก.อิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพเจรจา เสนอชื่อ หมอประเวศ
ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 เม.ย. มีการจัดเสวนาหัวข้อ “ แผนที่เดินทางออกจากวิกฤตการเมืองไทย ” ครั้งที่ 2 โดยกลุ่มเครือข่ายสันติวิธี นำโดยนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยนางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ รองประธานสภาพัฒนาการเมือง นายศุภกฤต โสภิกุล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
โดยนายโคทม กล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนี้มีองค์กร และกลุ่มเครือข่ายหลายกลุ่มที่ร่วมกันเสนอแนะความเห็นเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตการเมืองนี้ไปได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ผ่านมาเครือข่ายสันติวิธีเรียกร้องให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หันหน้ามาเจรจากัน และเราได้เห็นภาพนั้นแล้ว แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนก็ตาม แต่ถือว่าก้าวแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว และตนอยากให้เหตุการณ์ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งตนเชื่ออย่างนั้น และเราอาจเห็นบรรยากาศการเจรจากันในรอบที่ 3 แต่หากรอบที่ 3 ทะเลาะกันก็ยังมีครั้งที่ 4-5 ต่อไป ซึ่งเครือข่ายสันติวิธีจะต้องนำเสนอต่อไป ที่สำคัญตนอยากให้ทั้ง 2 ฝ่าย คุยกันในเนื้อหามากกว่าวันที่ที่ยุบสภา ไม่ควรมีเกณฑ์ว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะแบบนี้ไม่ใช่บรรยากาศความร่วมมือ แต่เป็นบรรยากาศการต่อรองมากกว่า
นายโคทม กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่า จะแก้ รธน.ก่อนการเลือกตั้งหรือ เลือกตั้งก่อนแก้ รธน.นั้น ตนเห็นว่าการแก้ รธน.ก่อนการเลือกตั้งนั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงคิดว่า เราควรมีแผนที่เดินทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์เดิมของการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม ทำให้รัฐบาลที่ได้รับเลือกเข้ามาไม่ได้รับการยอมรับ และนำไปสู่การชุมนุมขับไล่ รัฐบาลกันอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังนั้น จึงอยากชวนให้มาคิดว่า จะมีกระบวนการเลือกตั้งอย่างไร การหาเสียงอย่างไร ควรมีองค์กรตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างไรให้เกิดความยุติธรรมได้อย่างไร โดยสรุปคือ อยากให้แผนที่เดินทางมีองค์ประกอบที่สมดุลทั้ง เรื่องวิกฤตการเมืองคือ การเลือกตั้ง ซึ่งตนเห็นว่าน่าจะมาก่อนการแก้รธน. และประเด็นเศรษฐกิจคือการกระจายรายได้อย่างชอบธรรม การจัดการกับปัญหาหนี้สินของเกษตรกร การลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ส่วนแผนที่เดินทางสังคมนั้น ต้องดูเรื่องสวัสดิการสังคม หรือประชานิยมนั้น ก็ต้องนำมาเจรจากัน
นายโคทม กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญคือ ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องระหว่าง นปช. กับ รัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งเกษตรกร นักธุรกิจ รวมทั้งฝ่ายนักวิชาการด้วย แผนที่นี้ควรเป็นแผนที่ที่คนไทยทุกคนมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของและต้องการจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน ต้องทำให้ รัฐบาลกับ นปช. ตั้งโต๊ะเจรจากันต่อไป และควรเอาเรื่องแผนที่เดินทางนี้มาคุยกันให้ชัดเจน ส่วนทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่การเจรจานั้น ดูว่าเป็นเรื่องยาก แม้ นปช.บอกว่าจะกลับบ้านก่อนสงกรานต์ ก็ยังอึมครึม ความขัดแย้งแก้ไม่ได้จากการกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ การแก้ปัญหานั้นต้องร่วมมือกัน ซึ่งเป็นแนวทางสันติวิธี สิ่งที่จะต้องทำก่อนถึงวันยุบสภาควรจะทำอะไรบ้างนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาล และ นปช.ต้องคุยกัน
แต่ทั้งนี้ต้องมีเจ้าภาพมีองค์กร มีกลไกช่วยด้วย ไม่ใช่ให้รัฐบาลทำอยู่ฝ่ายเดียว เพราะจะไม่มีการติดตามผล โดยผู้ที่จะมาทำหน้าที่เจ้าภาพนี้ อยากจะตั้งชื่อว่า “คณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ” ให้รัฐบาลไปปรึกษาทั้งฝ่าย นปช. และฝ่ายพันธมิตรฯ ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ และให้คณะกรรมการชุดนี้ จัดตั้งเวทีทั้งในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อสร้างความปรองดองของคนในพื้นที่นั้น โดยบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ควรเป็นคนที่มีสุจริตธรรม และเป็นคนที่ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง และรัฐบาล ให้การยอมรับ ซึ่งอาจจะเป็น อาจารย์หมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็ได้
“อยากเรียกร้องให้การชุมนุมวันพรุ่งนี้อยู่ในบรรยากาศที่ดี ปลอดจากเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ เพื่อนำไปสู่การพูดคุยเจรจากันในรอบที่ 3-4 ต่อไป และควรพูดในเรื่องเนื้อหา และแผนที่การเดินทาง การเลือกตั้งที่ดี การปรองดอง ที่ควรจะมีเจ้าภาพเป็นที่ยอมรับของทั้งเสื้อแดง เหลือง และมีความเป็นอิสระจากรัฐบาล ซึ่งผมอยากจะตั้งชื่อว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ”
นายโคทม กล่าวต่อว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวนี้จะเป็นอิสระ จัดการพูดคุยกันในทุกระดับเพื่อลดความหวาดระแวง ความไม่เข้าใจ ลดความบาดหมาง เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุย โดยแต่ละฝ่ายยังคงคิดต่างกันได้ แต่ก็ยังคงรับฟังกันได้ วันนี้และพรุ่งนี้หากการชุมนุมหรือการเคลื่อนไหว ไม่เกิดเหตุรุนแรง บรรยากาศในการเจรจาก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ข้อเรียกร้องของเราในวันนี้ คือ ให้สร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดี และสร้างความพร้อมในการเจรจาของทุกฝ่าย โดยในระยะระยะสั้นต้องจัดการเรื่องการลดความรุนแรงในสังคม จะลดอย่างไร และประเด็นต่อมาคือการเลือกตั้ง จะมีกระบวนการวิธีการที่ยุติธรรมอย่างไร และการแก้ปัญหาระยะยาวคือเรื่องโครงสร้าง คือเรื่องทรัพยากร ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน ความอยุติธรรมในสังคม จึงต้องมีทีมเจรจา 3 ทีม เพื่อคุยในประเด็นเหล่านี้
ด้านนางลัดดาวัลย์ กล่าวว่า เรื่องแผนที่เดินทางออกจากวิกฤตการเมืองไทยนั้น ตอนนี้มีหลายเวทีจัดการพูดคุยในประเด็นนี้ หลายคนเห็นว่าเป็นปัญหาที่สั่งสมในสังคมไทย เป็นปัญหาในระดับรากของประเทศ เหตุการณ์ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาร่วมกันอยู่ และมาดูว่าเราจะหาทางช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร ในส่วนของหน่วยงานองค์กรพัฒนาการเมืองเอง หลังจากนั้นเราจะมีการจัดกระบวนการและกลไก ขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง จะมีกระบวนการติดตามด้วยว่าเกิดการนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ ทางสภาเองจะมีการประชุมกันเพื่อดูว่าเราจะมีบทบาทที่ชัดเจนในเรื่องนี้อย่างไร เป็นการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างแท้จริง
นางลัดดาวัลย์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อม มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง เราเถียงเรื่องนี้กันมาหลายครั้ง ออกแบบมาแล้วหลายแบบแต่ก็ดูเหมือนยังไม่สามารถสะท้อนเสียงที่แท้จริงของประชาชนได้ เรามีปัญหาการสรรหาผู้สมัครที่มีคุณภาพ และการสรรหาอย่างเป็นระบบ ปชต. ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ การตรวจสอบการเลือกตั้งต้องมีความเข้มข้นกว่านี้ การออกแบบระบบต่างๆ เราก็ให้ความสำคัญ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้เพราะมีข้อจำกัดหลายด้าน หากจะให้การเลือกตั้งที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ ต้องมีการแก้ไขกฎหมายและระบบ และในระยะยาว ตนเชื่อว่าปัญหาประเทศไทย ไม่สามารถแก้ได้ในปีสองปี แต่อาจจะใช้เวลาถึง 5-10 ปี ต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง เปิดพื้นที่เปิดเวทีให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลง และคลี่คลายวิกฤตการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
ขณะที่นายศุภกฤต กล่าวว่า 1.ผู้กระทำผิดถึงแม้จะเป็นฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านหรือจะเป็นผู้ชุมนุมที่เป็นเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดงก็ตามเมื่อกระทำผิดก็ต้องได้รับโทษ 2.ถึงแม้ผู้กระทำผิดเหล่านั้นจะกระทำไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนหรือช่วยเหลือสังคมก็ตาม เพราะมีบางครั้งเริ่มแรกมาด้วยเจตนาดีแต่การกระทำได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นทางคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติซึ่งถ้าหากได้ตั้งขึ้นมาต้องชี้แจงและจัดทำเป็นบทเรียนให้ประชาชนได้ทราบเพื่อแยกแยะได้



