
พายุฝนกระหน่ำระดับน้ำโขงที่เชียงแสนเพิ่มสูงขึ้น
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีฝนตกเนื่องจากพายุฤดูร้อน คาดหากสภาพอากาศยังแห้งแล้งต่อเนื่อง ระดับน้ำจะลดลงจากเดิมอีก ประปาโคราชอ่วมแล้งหนักไม่มีน้ำดิบชาวบ้านจี้สานต่อประปาลำแชะ
(2เม.ย.) นายมานพ ไชยหล่อ หัวหน้าศูนย์สำรวจอุทกวิทยาที่ 12 เชียงแสน จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จากผลการวัดระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม เวลา 07.00 น วัดได้ 1.58 เมตร แต่หลังจากมีพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ ทำให้ฝนตกลงมาในช่วง 2 วันหลังจากนั้น ทำให้ระดับน้ำขณะนี้ที่วัดได้ล่าสุดอยู่ที่ 1.66 เมตร ซึ่งถือว่าสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในทิศทางที่ดีกว่าช่วงก่อนหน้านี้ที่แห้งแล้งอย่างหนัก
ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าหากช่วงนี้ยังมีฝนตกลงมาอยู่อย่างต่อเนื่องหรือในปริมาณที่มากพอ ก็อาจจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น เป็น 2 เมตรได้ แต่ตรงกันข้ามหากช่วงนี้เป็นต้นไปไม่มีฝนตกลงมา อีกทั้งอากาศก็แห้งแล้งลงไปอีก คาดว่าระดับน้ำอาจจะลดลงอีกหรือไม่ก็อาจจะทรงตัว ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศว่าจะแห้งแล้งมากขนาดไหน
“ระดับน้ำที่วัดได้ในขณะนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นจากช่วงแรกๆ แต่ก็ยังไม่ถือว่าพ้นวิกฤติ เพราะระดับน้ำเพียง 1.66 เมตรยังถือว่าอยู่ในขั้นแห้งแล้งอยู่แต่อาจจะไม่ถึงขั้นวิกฤติเหมือนช่วงแรกที่วัดได้เพียง 0.44 เมตร เพราะระดับน้ำปกติจะต้องมีปริมาณน้ำที่สูงมากกว่า 2 เมตรขึ้นไป"นายมานพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะระดับน้ำโขงได้กระเตื้องขึ้น จากช่วงก่อนหน้านี้เล็กน้อย และหลังจากนี้ต่อไปหากสภาพอากาศไม่แห้งแล้งไปกว่านี้ หรือว่ายังมีพายุฝนพัดกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่องเล็กน้อย เชื่อมั่นว่าระดับน้ำโขงก็จะสูงขึ้นอีก และที่สำคัญหากผ่านช่วงฤดูแล้งนี้ไปได้ คือ ตั้งแต่เดือนเมษายน- พฤษภาคม เชื่อมั่นว่า สถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นและระดับน้ำก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เมตรได้
ประปาโคราชอ่วมแล้งหนักไม่มีน้ำดิบชาวบ้าน
วันนี้ ( 2 เม.ย.2553 ) เวลา 09.00 น. ที่บริเวณหน้าลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา กลุ่มผู้ใช้นำประปาในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา กว่า 300 คน นำโดยนายประเสริฐ บุญชัยสุข สส.นครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา ได้รวมตัวกันล่ารายชื่อเตรียมยื่นหนังสือถึงศาลปกครองสูงสุด เพื่อเรียกร้องให้ทางศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งกลับคำตัดสินของศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมา ที่มีคำสั่งระงับการก่อสร้างโครงการประปา 3,060 ล้านบาท ที่จะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา มาเป็นน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ได้ใช้ในการอุปโภค-บริโภค ให้สามารถกลับมาเดินหน้าก่อสร้างอีกครั้ง หลังจากที่ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา กำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคอย่างหนักในช่วงหน้าแล้งของปีนี้ เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคองลดลงอย่างรวมเร็วและไม่เพียงพอต่อการผันน้ำให้ทางเทศบาลนครนครราชสีมาใช้ในการผลิตน้ำประปาในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ได้
นายประเสริฐ บุญชัยสุข สส.จังหวัดนครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันแหล่งน้ำดิบที่จะนำมาผลิตเป็นน้ำประปาภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำภายในตัวเมืองที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และต้องการแหล่งน้ำดิบเพื่อนำน้ำดิบมาผลิตน้ำประปาเพิ่มเติมตามการขยายตัวของชุมชน อีกทั้งโครงการผันน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ ได้มีการดำเนินโครงการก่อสร้างและวางระบบท่อส่งน้ำไปแล้วกว่า 70 % และใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 2,700 ล้านบาท แต่ถูกคัดค้านจากกลุ่มรักษ์ลำแชะ ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่อำเภอครบุรี ที่ไม่ต้องการให้มีการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่อำเภอครบุรีอาจจะต้องได้รับผลกระทบจากการดึงน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะไปให้คนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาใช้ได้ จึงทำให้โครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงัก โดยประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เนื่องจากภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เริ่มที่จะมีการขาดแคลนน้ำประปาในการอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง จึงเห็นว่าโครงการก่อสร้างระบบประปาโดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะมาใช้ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา น่าจะเป็นทางออกที่จะช่วยเหลือได้ อีกทั้งโครงการดังกล่าวก็ได้เดินหน้าจนเกือบจะสำเร็จแล้ว ซึ่งหากโครงการถูกปล่อยทิ้งก็จะเป็นการสูญเสียงบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาทโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จึงรวมตัวกันล่ารายชื่อเพื่อยื่นไปยังศาลปกครองสูงสุดให้มีคำสั่งกลับคำตัดสินของศาลปกครองจังหวัดนครราชสีมาให้สามารถดำเนินโครงการประปาลำแชะได้อีกครั้งหนึ่ง
สำหรับโครงการก่อสร้างระบบประปาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ของเทศบาลนครนครราชสีมา โดยนำน้ำดิบมาจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา มาใช้ผลิตน้ำประปาเลี้ยงชุมชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมานั้น เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยใช้งบประมาณลงทุนก่อสร้างระบบควบคุมการผลิตและจ่ายน้ำเป็นเงิน จำนวน 3,060 ล้านบาท โดยว่าจ้างกิจการร่วมการค้า เอส เอ (บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท อาควาไทย จำกัด) เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และได้ว่าจ้างบริษัท ไทยดีซีไอ จำกัด เป็นที่ปรึกษาในการควบคุมงานก่อสร้างอีก 94 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นงบประมาณที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล 2,207,800,000 บาท และเทศบาลนครนครราชสีมาสมทบอีก 946,200,000 บาท โดยโครงการนี้จะดึงน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี ผ่านท่อส่งน้ำดิบระยะทาง 66.55 กิโลเมตร มายังระบบผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านใหม่หนองบอน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย ใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 1,170 วัน หรือประมาณ 3 ปี แต่กลับถูกศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างไว้ชั่วคราว หลังกลุ่มรักษ์ลำแชะรวม 91 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากอ้างว่าทางผู้ดำเนินโครงการไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์สอบถามความคิดเห็นผู้ที่จำเป็นต้องใช้น้ำในเขตชลประทานของเขื่อนลำแชะที่ก่อสร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรในพื้นที่ อ.ครบุรี และ อ.โชคชัยได้ใช้น้ำในการทำการเกษตร จนกระทั่งศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและการดำเนินการทั้งหมดเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งที่การดำเนินการทุกขึ้นตอนตั้งแต่การวางระบบสูบน้ำจนไปถึงการวางท่อรุดหน้าไปแล้วกว่า 70 % ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 2,700 ล้านบาท ต่อมาทางเทศบาลนครนครราชสีมา ได้ขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เพื่อต่อสู้และหวังที่จะเดินหน้าโครงการอีกครั้ง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากศาลปกครองเพื่อให้ดำเนินโครงการอีกครั้ง ประกอบกับในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าแล้ง และเริ่มเกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำดิบมาผลิตน้ำประปาภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เนื่องจากแหล่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวที่ป้อนน้ำดิบมาหล่อเลียงเขตเทศบาลนครนครราชสีมา มีระดับน้ำลดลงจนเข้าขั้นวิกฤติ จึงทำให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เริ่มเล็งเห็นถึงผลกระทบในการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในอนาคตจึงรวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้มีการผลักดันโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะมาผลิตเป็นน้ำประปาให้กับเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เดินหน้าได้อีกครั้ง
ประชาพิจารณ์ลุ่มน้ำลำพะยา-แก้ปัญหาภัยแล้ง
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 2 เมษายน 2553 ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลลำพะยา อ. เมือง จ. ยะลา นายณัฐพงษ์ ศิริชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากโครงการชลประทานยะลา และ กองออกแบบก่อสร้าง สำนักชลประทานที่ 17 ได้ร่วมกันจัดทำประชาพิจารณ์ความคิดเห็นของประชาชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยา ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลำพะยา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และราษฎรผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ตำบลลำพะยาร่วมแสดงความคิดเห็น
นายฉลอง เกียรติศักดิ์โสภณ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานยะลา กล่าวว่า เนื่องด้วย เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จบ้านลำพะยา บริเวณฝายลำพะยา ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้ทรงมีพระราชดำริฯ ให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง อีกทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัย และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2547 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเยี่ยมวัดสิริปุณณาราม หรือวัดลำพะยา โดยพระไพศาล คุณากร เจ้าอาวาสฯได้ขอพระราชทานโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยาอีกครั้งหนึ่ง ทางกรมชลประทานได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ และออกแบบเพื่อก่อสร้างโครงการที่บ้านทองล้น หมู่ที่ 6 ตำบลลำพะยา มีพื้นที่การก่อสร้างประมาณ 1 , 000 ไร่ ราษฎรยินยอม ประมาณ 600 ไร่ และราษฎรไม่ยินยอมอีก 400 ไร่
“ ต่อมากรมชลประทานได้เชิญราษฎร และผู้เกี่ยวข้องประชุมปรึกษาหารือแล้วหลายครั้ง แต่ราษฎรบางส่วนก็ไม่ยินยอมให้ใช้ที่ดินตลอดมา และได้เสนอขอให้ปรับปรุงฝายฝรั่ง ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2472 และฝายปรับปรุงบ้านลำพะยา ที่ก่อสร้าง เมื่อปี 2523 แทน ต่อมาผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างอ่างเก็บน้ำ ได้มีการทำหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ หรือ กปร.จากนั้นราษฎรจำนวนหนึ่ง ได้มีการถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขอให้ยกเลิกการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยา และสำนักพระราชวังได้ตอบกลับผู้ร้องฯ ว่า กรมชลประทานขอจัดทำประชาพิจารณ์ก่อน ผลสรุปของการทำประชาพิจารณ์ และหาผลกระทบ สรุปว่า ราษฎรยินยอมให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำฯ จำนวนร้อยละ 79 ” ผู้อำนวยการโครงการชลประทานยะลา กล่าว
นายฉลอง เกียรติศักดิ์โสภณ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตอบผู้เดือดร้อนทุกคนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเสนอให้มีมาตรการแก้ไขปัญหา 2 แนวทาง คือให้ยกเลิกโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยา ภายใน 60 วัน และให้กรมชลประทานปรับปรุง และดูแลรักษาฝายทั้ง 2 แห่ง คือ ฝายฝรั่ง และฝายลำพะยา ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยเริ่มดำเนินการภายใน 180 วัน และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในส่วนของกรมชลประทาน ก็ได้มีแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมีน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งยังได้มีโครงการในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการแก้ปัญหาอุทกภัยอีกด้วย



