
อย่าผูกขาดประชาธิปไตย
นับวันแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เรียกตัวเองว่าแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ "นปช." จะผูกขาดสิทธิในการเรียกร้องประชาธิปไตยแต่เพียงผู้เดียวมากขึ้นทุกที
โดยพยายามคิดเอง เออเอง ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยการอ้างมวลชนหลักสิบล้าน ซึ่งเป็นการเหมาเอามาจากฐานคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์
แต่ถ้าลองดูจากสถิติที่วัดจากการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง 2550 ก็มีฐานคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ไม่แตกต่างจากประชาธิปัตย์เลย เพราะห่างกันเพียงแค่หลักแสน คือ 190,426 คะแนน
คะแนนโดยรวมแล้วทั้งสองพรรคมีฐานคะแนนหลัก 12 ล้านต้นๆ เหมือนกัน นั่นแปลว่า ยังมีเสียงที่ถือว่าเป็นส่วนใหญ่จริงๆ อีกมากกว่าครึ่งด้วยซ้ำไป ฉะนั้นการที่แกนนำคนเสื้อแดงพยายามกล่าวอ้างลอยๆ ว่าฝ่ายตนเป็นเสียงส่วนใหญ่ในประเทศนั้น จึงเป็นการบิดเบือนข้อมูลทางสถิติอย่างชัดเจน
ที่สำคัญการกล่าวอ้างของแกนนำจึงนำมาซึ่งการเรียกร้องสิทธิต่างๆ จนเกินขอบเขต มิหนำซ้ำยังเอามวลชนเป็นตัวประกัน
ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนมวลชนในปฏิบัติการต่างๆ อาทิ บริจาคเลือด เดินขบวนไปทั่วกรุง หรือกระทำการอื่นใดที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงในการขอกำลังสนับสนุนจากมวลชน
ยังไม่นับการยัดเยียดอุดมการณ์ "ไพร่-อำมาตย์" หรือการทำสงครามชนชั้น ซึ่งมีผู้ชุมนุมจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงพอ ซึ่งตอบสนองเพียงเฉพาะแต่เป็นวาระซ่อนเร้นของแกนนำแต่ละคนแต่ละกลุ่ม
รวมถึงประเด็นเรียกร้อง ยุบสภา และการเจรจากับรัฐบาล ก็เป็นการชี้นำโดยแกนนำภายใต้การบัญชาการข้ามประเทศอย่างชัดเจน
ไม่ได้เป็นมติของมวลมหาประชาชนอย่างแท้จริงตามที่ประกาศกล่าวอ้าง
ประเด็นที่เลยเถิดของแกนนำคนเสื้อแดง เห็นได้แจ่มชัดมากขึ้นในระยะหลังๆ จากการที่แกนนำพยายาม "ผูกขาดประชาธิปไตย" รวมถึง "ผูกขาดการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง" ไว้เพียงกลุ่มเดียว
ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอในการเจรจาให้ยุบสภาภายใน 15 วัน
การออกมาตอบโต้กลุ่มคนที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับแกนนำเสื้อแดงในการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ นักวิชาการ หรือกระทั่งประชาชนคน กทม.ที่ต้องทนให้แกนนำเสื้อแดงนำไปกล่าวอ้างให้ผู้ชุมนุมสบายใจมาตลอดสัปดาห์ว่า คน กทม.เห็นด้วยกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง
แกนนำได้แสดงอาการผูกขาด ถึงขนาดขู่จะบุกสถานที่ทำการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม หรือสภาหอการค้า หรือกระทั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นัดใส่เสื้อสีชมพูจัดกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัยในวันศุกร์นี้ (2 เม.ย.) เพียงเพราะเขาออกมารณรงค์ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง
แต่ถ้าเป็นผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงขยับเข้าร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่อุตส่าห์ใส่เสื้อแดงไปร่วมเดินขบวนปิดถนน หรือกลุ่มนักวิชาการแดงเสนอสูตรยุบสภาใน 3 เดือน ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและรับได้ไปซะฉิบ
ขณะเดียวกันแกนนำเสื้อแดงก็คิดว่าตัวเองมีสิทธิอยู่ฝ่ายเดียวในการให้ข้อมูลเฉพาะในส่วนที่ตนเองได้ประโยชน์ ทั้งจากการปราศรัยบนเวที ผ่าน ส.ส.เพื่อไทย ในเวทีสภา หรือกระทั่งออกอากาศผ่านทีวีเสื้อแดง แต่พอฝ่ายอื่นๆ ทำบ้างกลับออกมาโวยวาย
พฤติกรรมอย่างนี้หรือที่เป็นการกระทำของ "นักประชาธิปไตย"
แกนนำเสื้อแดงหารู้ไม่ว่านับวันแนวร่วมเริ่มจะถดถอย โดยเฉพาะผลจากการถ่ายทอดสดจากเวทีเจรจากับรัฐบาล 2 นัดที่ผ่านมานั้น ทำให้น้ำหนักของ "ขบวนการเสื้อแดง" ลดลงไปจมหู
แกนนำคงยังไม่รู้ตัวว่า นาทีนี้คนส่วนใหญ่เขาเริ่มคิดได้แล้วเหมือนกันว่า ใครเป็นพวกไม่ฟังเหตุฟังผล
และใครกำลังพามวลชน "ลงเหว" ไปกับตัวเอง !!!
ฐานันดร 4



