ข่าว

พฤษภาโมเดล

พฤษภาโมเดล

02 เม.ย. 2553

พักนี้มีเพื่อนเก่าโทรศัพท์มาพูดคุยด้วยหลายคน มีทั้งก่นด่าเสื้อแดง มีทั้งยกย่องสรรเสริญการต่อสู้ของผู้ยากไร้

  ที่สำคัญ สหายร่วมรบของผมสองคน "ยกครอบครัว" จากอีสานเข้ามาร่วมชุมนุม ปักหลักพักค้างบนถนนราชดำเนิน พวกเขาก็เหมือน "คนเดือนตุลา" อีกหลายร้อยหลายพันคน ที่ตัดสินใจเลือกข้าง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน

 ผมเข้าใจถึงเหตุผลการเข้าร่วมชุมนุมของพวกเขา เช่นเดียวกันผมเคารพสิทธิในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม โดยมิคิดปรามาสว่าถูกว่าจ้างหรือถูกมอมเมา

 เราเคารพสิทธิทางการเมืองซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับเพื่อนฝูงที่เลือกยืนข้างคนเสื้อเหลือง

 หลังการเจรจาหน้าจอล้มเหลว เพื่อนเก่าสมัย 14 ตุลาอีกคนโทรศัพท์มารำพึงรำพันว่า "ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่พักชั่วคราว ปากก็บอกว่าเราต้องสู้ต่อไป สันติวิธีคือชัยชนะ แต่ฉันไม่เชื่อหรอก พวกนี้ปากก็บอกสันติๆๆๆ แต่ใจไม่คิดอย่างนี้หรอก"

 ทั้งที่เธอแอบเอาใจช่วย นปช. แต่เธอกลับรู้สึกอึดอัดกับแนวคิดแกนนำ นปช.ที่พยายามจะดื้อรั้นดันทุรังชุมนุมต่อไป โดยไม่สนใจกระแสเสียงจาก "แนวร่วม" ที่ให้พักรบชั่วคราว

 ประเด็นสันติวิธี หรือการต่อสู้ขั้นแตกหัก เป็นข้อถกเถียงกันในหมู่นักเคลื่อนไหวมวลชนมาโดยตลอด อย่างเช่นการต่อต้านเผด็จการ รสช. ได้เกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรง ระหว่าง "แนวทางสันติวิธี" กับ "แนวทางกดดันขั้นสูงสุด"

 เมื่อเกิดจลาจลนองเลือด ส่งผลให้สุจินดาลาออก และได้รัฐบาลอานันท์ เลยมีคนบางกลุ่มสรุปแบบมักง่ายว่า "ต้องนองเลือด" จึงจะล้มรัฐบาลได้

 แต่ในความเป็นจริงของสถานการณ์การเมือง พ.ศ.โน้น คงไม่ง่ายเหมือนข้อสรุปของใครบางคน

 ผมจึงขอแนะนำหนังสือ "ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด" เบื้องลึกเบื้องหลังพฤษภา 35 เขียนโดย รุ่งมณี เมฆโสภณ

 นี่คือประวัติศาสตร์การเมืองไทย เริ่มจากยุคตกต่ำของ "เปรม ผู้มีบุญ" ต่อด้วยยุคทองของ "น้าชาติ มาดนักซิ่ง" และคั่นด้วยการรัฐประหารของ "ขุนศึก เจ้าสำราญ"

 ก่อนเปิดฉากใหม่ด้วยการบริหารประเทศของ "ผู้ดี โลกาภิวัตน์" และการเลือกตั้งใต้เงาปืน พร้อมกับรัฐบาล "ขุนศึก เสียสัตย์" อันนำไปสู่การต่อต้านอย่างหนักจาก "จอมกระบี่ มื้อเดียว" กับ "ขงเบ้ง หวานเจี๊ยบ" และพลพรรคคนรักประชาธิปไตย

 ฉากสุดท้ายของการต่อสู้บนท้องถนน ก็คือจลาจลนองเลือด และการกลับมาของ "รัฐบาลฟ้าประทาน"

 "ความรุนแรงทางการเมืองในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เป็นเพียงอาการของโรค ที่จำเป็นต้องมองหาสมุฏฐานที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงนั้น"

 ทัศนะของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ทำให้ผมนึกถึงความรุนแรงทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่าง "เหลือง" กับ "แดง" อย่างแน่นอน

 หากมีการศึกษาค้นคว้ากันจริงๆ อาจพบว่า ยังมีอะไรที่ลึกกว่า ซับซ้อนกว่าซุกซ่อนอยู่ใน "ปรากฏการณ์สนธิ" และ "ปรากฏการณ์ทักษิณ"

 "การเมืองไทยด้านหนึ่งเหมือนเดินมาไกล แต่อีกด้านหนึ่งเหมือนยังไปไม่ถึงไหน"

 บทสรุปของผู้เขียนหนังสือ "ประชาธิปไตยเปื้อนเลือด" ค่อนข้างชัดในปัจจุบัน และผมก็เห็นด้วยว่า การเมืองบ้านเรามันยังไม่ไปถึงไหนจริงๆ

แคน สาริกา