
อสส.ไม่ขัดคลังบังคับแบงค์ส่งเงินยึดทรัพย์ทักษิณ
วัยวุฒิ" รองอัยการสูงสุด ปธ.คณะทำงานรับผิดชอบคดีทักษิณ ระบุส่งหนังสือแจ้งประธานปปช.- ปลัดคลัง อสส. ไม่ขัด ก.คลัง นำบังคับคดี เชื่อไม่มีปัญหาสั่งธนาคารพาณิชย์ ส่งเงิน 46,373 ล้าน ทักษิณ - ครอบครัว 5 คน ชี้ศาลยังไม่มีคำสั่งทุเลาบังคับคดี หลังทนายทักษิ
(1เม.ย.) นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กล่าวถึงการบังคับคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวทั้ง 5 คน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาทเศษตกเป็นของแผ่นดินว่า หลังจากที่ตนได้นำความเห็นที่ประชุมร่วม ระหว่างอัยการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และกรมบังคับคดี
ที่เห็นในเบื้องต้นว่าให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ดำเนินการแจ้งบังคับคดีกับธนาคารพาณิชย์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝาก จำนวน 46,373 ล้านบาทเศษ ส่งเงินตามคำพิพากษาฎีกาฯ เสนอต่อนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณานั้น อัยการสูงสุดให้ตนทำหนังสือแจ้ง ประธาน ป.ป.ช. และปลัดกระทรวงการคลัง ดำเนินการตามความเห็นที่ประชุมร่วม ซึ่งตนได้มีหนังสือลงวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา แจ้ง ป.ป.ช. และกระทรวงคลัง ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอ
ส่วนที่ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ และขอทุเลาการบังคับคดีโดยให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยกคำร้องของอัยการสูงสุด ผู้ร้อง และเพิกถอนคำพิพากษาของศาลฎีกาฯที่สั่งให้เงินขายหุ้น และเงินปันผลจำนวน 46,373 ล้านบาทเศษตกเป็นของแผ่นดินนั้น นายวัยวุฒิ รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งออกมาอย่างไร
สำหรับทรัพย์สินนั้น คตส. ได้สั่งอายัดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังก็ต้องดำเนินการสั่งธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ให้โอนเงินในบัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ มาที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง หากศาลไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน แต่ถ้าภายหลังศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดี ก็ต้องดูว่าขณะนั้นธนาคารส่งเงินตามผลคำพิพากษาให้กระทรวงการคลังไปทั้งหมดแล้วหรือไม่ ถ้ายังส่งไม่หมดส่วนที่เหลือก็ต้องระงับไว้ตามคำสั่งทุเลาบังคับคดี เพราะคำสั่งทุเลาบังคับจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง โดยเงินส่วนที่ส่งเข้ากระทรวงการคลังไปก่อนมีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีจึงไม่น่าที่จะส่งกลับมาให้ธนาคารได้ เพราะถือว่าดำเนินการตามขั้นตอนไปแล้ว
ดีเอสไอขอสเตทเม้น5แบงค์เช็คความเคลื่อนไหวเงินโอ๊ค-เอม
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังได้รับการประสานจากกรมสรรพากรให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่า วันนี้ ( 1 เม.ย.) ตนได้ส่งหนังสือขอข้อมูลไปยัง 5 ธนาคาร ที่เกี่ยวข้องแล้ว ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาติ และธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยรายละเอียดคือการขอสเตทเม้น( statement ) เพื่อทราบความเคลื่อนไหวในบัญชีทั้งหมดเริ่มตั้งแต่กรมสรรพากรสั่งอายัดทรัพย์จนถึงปัจจุบัน พร้อมกันนี้จะได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงานอย่างใกล้ชิดด้วย โดยกำชับให้แต่ละธนาคารส่งรายละเอียดทั้งหมดกลับมาโดยด่วนที่สุด
อย่างไรก็ตาม นายธาริต กล่าวว่า การดำเนินการของดีเอสไอขณะนี้เป็นเพียงการทำงานตามที่ได้รับการร้องขอจากกรมสรรพากร ยังไม่ใช่การตั้งธงว่าการถอนเงินดังกล่าวเป็นความผิด สำหรับประเด็นที่ดีเอสไอจะตรวจสอบคือเรื่องการโกงเจ้าหนี้ และความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ หากการถอนเงินออกไปแล้ว ส่งผลให้มูลค่าหุ้นลดลงจนสร้างความเสียหายให้กรมสรรพากร ขณะเดียวกัน ย้ำว่าในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ตนไม่ต้องการให้มีใครดึงดีเอสไอเข้าไปอยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวยอมรับว่าต้องดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับหน่วยงานรัฐ



