ข่าว

หมดเวลาสำหรับเกมป่วนเมือง

หมดเวลาสำหรับเกมป่วนเมือง

31 มี.ค. 2553

การปักหลักชุมนุม "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ย่างเข้าสู่วันที่ยี่สิบ ผู้ชุมนุมเริ่มมีจำนวนลดลง และบรรยากาศก็ไม่คึกคักเหมือน 1-2 สัปดาห์แรก

 สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจาก "ความล้มเหลว" จากการกดดันให้รัฐบาลยุบสภา

 แม้ว่า "แกนนำ" จะพยายามปรับเปลี่ยนยุทธวิธีต่างๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนทำให้ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเดินทางกลับ เพื่อกลับไปประกอบอาชีพของตัวเอง

 เนื่องจากเห็นว่า "ยุทธวิธี" ของแกนนำตั้งแต่เริ่มชุมนุมโดยใช้พลังมวลชนเป็นเครื่องต่อรองกดดันรัฐบาล โดยเคลื่อนขบวนไปยังที่ต่างๆ หวังให้รัฐบาลยุบสภาก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับชัยชนะ 

 จนกระทั่งยอม "นั่งโต๊ะเจรจา" ถ่ายทอดสดผ่านสื่อสู่สายตาประชาชนทั่วประเทศ แต่ผลการเจรจาทุกประเด็นที่ "ตัวแทนคนเสื้อแดง" ยกมาอภิปรายถูกโต้กลับจนถูกมองว่ายิ่งเจรจายิ่งเป็นรองรัฐบาล

 โดยเฉพาะ "นพ.เหวง โตจิราการ" ที่กลายเป็นอะไรสักอย่าง ที่ชีวิตนี้ หมอเหวง คงไม่คาดฝันมาก่อน ภายหลังออกจากห้องเจรจา

 และเมื่อมีการเจรจารอบ 2 คนเสื้อแดงยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 2 สัปดาห์ แต่รัฐบาลยื่นเงื่อนไขขอเวลา 9 เดือน เพื่อจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ให้เสร็จสิ้นก่อน เนื่องจากกลัวว่ามีปัญหาในเรื่องการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

 แต่สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ "คนเสื้อแดง" ต้องกลับเวทีมือเปล่าแถมไปบอกผู้ชุมนุมว่า "การเจรจา" เป็นเรื่องธรรมดาไม่ถือว่าเป็นความพ่ายแพ้

 แต่สำหรับ "ผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์" ที่เดินทางมาร่วมชุมนุมหวังได้รับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสัมมาอาชีพไม่ได้มองเหมือน "แกนนำ" บนเวที

 เพราะเห็นแนวทางการต่อสู้ของ "แกนนำ" ในขณะนี้หวังเพียงดึงมวลชนให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพื่อกดดันรัฐบาลเท่านั้น

 ที่สำคัญการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ซึ่ง "3 เกลอ" เป็นแกนนำในการขับเคลื่อน โดยมี "อดีต ส.ส.บ้าน 111" และ "ส.ส.พรรคเพื่อไทย" ทำหน้าที่เป็นเพียงลูกมือ

 ซึ่งผิดวิสัยของ "นักการเมือง" มนุษย์พันธุ์พิเศษที่มักไม่ยอมให้ใครมาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ แต่กลับต้องมายอมสยบต่อ "3 เกลอ" โดยไม่อาจปฏิเสธได้

 นั่นเป็นเพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำสั่งนายใหญ่อย่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตหัวหน้าพรรค ที่เป็นศูนย์รวมของการตัดสินใจทั้งหมด

 แต่การชุมนุมยิ่งนานวันทำให้ "ผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์" เริ่มถอดใจและเตรียมเดินทางกลับไปประกอบอาชีพตามปกติ เพราะมองไม่เห็นโอกาสชนะยิ่งชุมนุมยืดเยื้อกระแสคนต่อต้านเริ่มมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น

 การชุมนุมช่วง 1-2 สัปดาห์ กระแสต่อต้านจาก "คนกรุง" ยังไม่ชัดเจน แต่หลังจากมีการเคลื่อนพลเมื่อวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม เริ่มมีคน "กรุง" มายืนตามริมถนน ชูป้ายข้อความคัดค้านการชุมนุม โดยไม่เกรงกลัวขบวนของ "คนเสื้อแดง"

 แต่เมื่อย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สามในกรุงเทพฯ มีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้น เช่น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, การประชุมสหภาพรัฐสภา, งานมอเตอร์โชว์, การจัดงานกาชาด และการเปิดสอบเข้า ม.1 และ ม.4 การชุมนุมของคนเสื้อแดงก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจร

 ดังนั้นเมื่อแกนนำคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ปราศรัยปลุกระดมนัดชุมนุมใหญ่ในวันเสาร์ที่ 3 เมษายนนี้ จึงมีหลายกลุ่มที่ไม่พอใจ "คนเสื้อแดง" ต่างพากันออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนเรียกร้องให้คนเสื้อแดงยุติการชุมนุม

 "กลุ่มสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย" หรือเฟตต้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเป็นห่วงว่ายอดนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะลดลง จึงนัดสมาชิกเฟตต้ากว่า 1,000 คน ไปชุมนุมที่สวนลุมพินี บริเวณด้านหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ในวันศุกร์ที่ 2 เมษายน

 "กลุ่มเครือข่ายสันติวิธี" ได้ออกมาเคลื่อนไหวให้กำลังใจและชื่นชมรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ต่อการเจรจาหารือกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

 "กระแส" การต่อต้านคนเสื้อแดงเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับ "ผู้ชุมนุมที่บริสุทธิ์" หรือ "แนวร่วมธรรมชาติ" เริ่มทยอยเดินทางกลับ หลังจากเห็นแนวโน้มความล้มเหลวในการกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา

 "ความชอบธรรม" ของรัฐบาลในการใช้ความเด็ดขาดในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมายจะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น ในขณะที่ความชอบธรรมในการเรียกร้องของคนเสื้อแดงเริ่มลดน้อยลง

 การเจรจาที่ชัดเจนว่า "3 เกลอ" ไม่ใช่ผู้ที่ตัดสินใจ หรือตัวแทนคนเสื้อแดง หากแต่เป็น ทักษิณ ที่กำกับบทบาท

 การเฝ้ารอ "จำนวน" คนเสื้อแดงเพื่อชุมนุมในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ และการข่มขู่ว่าจะเคลื่อนขบวนเพื่อกดดัน สร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นสิ่งที่บั่นทอนความชอบธรรมในการชุมนุมเป็นอย่างดี

 เพราะหากนับเอาวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ก็นับเป็นการระดมคนเป็นหนที่ 4 แล้ว

 ในขณะที่รัฐบาลเอง หลังจากใช้ระยะเวลาไปพอสมควรแล้วสำหรับการเปิดทางเจรจา และประนีประนอมผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมาย...จากนี้ไปหากสถานการณ์แรงถึงขั้นล่มการประชุมแม่น้ำโขง เหมือนกับล่มประชุมอาเซียนที่พัทยา ก็มีความชอบธรรมพอที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

 ขณะเดียวกัน กำหนดงานที่วางเอาไว้ ก็ต้องเดินหน้าให้ได้ตามที่ประกาศ ส่วนเรื่องทุจริตหรือการใดที่ไม่ชอบก็ให้เป็นหน้าที่ของสภา และองค์กรอิสระทำหน้าที่

 ประเทศชาติไม่อาจหยุด หรือรีรอเพื่อดูว่า สิ่งที่รัฐบาลจะทำหรือกำลังทำนั้น ได้รับความพอใจจาก ทักษิณ หรือไม่

 ถึงเวลาแล้วที่กลไกในสภาที่เราทั้งหลายให้การยอมรับ "ระบบตัวแทน" จะต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่า เมื่อไม่พอใจในสถานภาพ ก็ออกไปยืนข้างถนนตะโกนไล่ ตามสัญญาณเสียงจากคนหนีคุก...อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 สมถวิล เทพสวัสดิ์