
กรมบัญชีกลางคาดอีก2วันยึดเงิน"แม้ว"เข้าคลัง
กรมบัญชีกลางคาดอีก 2 วันโอนเงินเข้าคลังเสร็จ เร่งตรวจเอกสารส่งให้ 6 แบงก์โยกเข้าคลัง เผยเป็นเงินสดไม่ครบจำนวนต้องรอหุ้นและหน่วยลงทุนอีก 170 ล้านบาท ขณะที่ดีเอสไอลุยสอบเส้นทางถอนเงิน "โอ๊ค-เอม" จาก 20 แบงก์เข้า 6 บริษัทว่าเข้าข่ายโกงเจ้าหนี้หรือไม่
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ยืนยันว่า กระบวนการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 46,373.69 หมื่นล้านบาท ตามคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งอัยการสูงสุดส่งหนังสือมาถึงกรมบัญชีกลางให้ทำหน้าที่บังคับคดีแล้ว
"ขณะนี้อยู่ระหว่างปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกรมบัญชีกลางได้ร่างหนังสือเพื่อจะส่งไปยังธนาคาร 6 แห่งที่มีบัญชีทั้ง 32 บัญชีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้อายัดไว้" นายพงษ์ภาณุ ระบุ
อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังจะแจ้งขั้นตอนการโอนเงินจากบัญชีต่างๆ ให้ธนาคารเจ้าของบัญชีโอนเงินที่ คตส.อายัดทั้งหมดมายังบัญชีเงินคงคลังรายได้แผ่นดินบัญชีที่ 1 ที่ฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากคำสั่งศาลระบุไว้ชัดเจนว่าเงินทั้งหมดให้ตกเป็นรายได้ของแผ่นดิน ซึ่งจำนวนเงินทั้งหมดจะเป็นเงินสดที่โอนเข้าบัญชีดังกล่าว ซึ่งยอดจะไม่ครบ 46,373.69 ล้านบาท ตามคำสั่งศาล แต่ยังขาดอยู่อีกไม่มากนัก
“ขอดูความเรียบร้อยของเอกสารอีกเล็กน้อยก็จะสามารถเสนอไปให้ นางเสาวนีย์ กมลบุตร รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ เป็นผู้ลงนาม แล้วส่งไปยังแบงก์เจ้าของบัญชีทั้ง 6 ได้ในทันที คงไม่ต้องให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ลงนามแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอำนาจโดยตรงของกรมบัญชีกลางที่สามารถดำเนินการยึดทรัพย์ตามคำสั่งศาลได้ทันที” นายพงษ์ภาณุกล่าว
บัญชีเงินฝากที่กรมบัญชีกลางจะสั่งให้ธนาคารพาณิชย์โอนเงินเข้าคลังเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ นั้น คดีดำหมายเลข อม.4/2551 ที่ให้บังคับยึดทรัพย์จำนวน 46,373.69 ล้านบาท จาก 32 บัญชีพร้อมดอกผลที่ได้รับจากบัญชีจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ในธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) มียอดเงินฝากรวมกัน 46,203 ล้านบาท โดยธนาคารไทยพาณิชย์มียอดเงินฝากสูงสุดกว่า 3 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีส่งถึงกรมบัญชีกลางในช่วงเช้าของวันที่ 31 มีนาคม กรมบัญชีกลางได้มีคำสั่งถึงธนาคารพาณิชย์ทั้ง 6 แห่ง เพื่อให้โอนเงินดังกล่าวทันทีที่ได้รับคำสั่ง เพราะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนยอดเงินที่เหลืออีก 170 ล้านบาท เพื่อจะให้ครบ 46,373 ล้านบาทนั้น เป็นหน่วยลงทุนและหุ้น กรมบัญชีกลางมีข้อมูลพร้อมดำเนินการยึดทรัพย์ แต่ยังไม่ยึดเข้าคลังในขณะนี้
ส่วนบัญชีเงินฝาก 32 บัญชี และหน่วยลงทุน 3 รายการที่ศาลมีคำสั่งบังคับทรัพย์ มีดังนี้ 1.บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ และสาขาราชวัตร ชื่อบัญชี น.ส.พิณทองทา ชินวัตร 2.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม 1 บัญชี และสำนักรัชโยธิน 3 บัญชี ชื่อบัญชี น.ส.พิณทองทา ชินวัตร 3.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน ชื่อบัญชี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 บัญชี 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพหลโยธิน ชื่อบัญชี นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 3 บัญชี 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน 4 บัญชี สาขาชิดลม 1 บัญชี สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ 1 บัญชี ชื่อบัญชี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร 6.ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ชื่อบัญชี นายพานทองแท้ ชินวัตร 2 บัญชี
7.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม สาขาย่อยเซ็นจูรี่ สาขาละ 1 บัญชี และบัญชีเงินสำนักรัชโยธิน 2 บัญชี ชื่อบัญชีนายพานทองแท้ ชินวัตร 8.ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักรัชโยธิน ชื่อบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 9.ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชวัตร ชื่อบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 10.ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนสุขสวัสดิ์ และสาขาราชวัตร ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 11.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสะพานควาย ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 12.ธนาคารทหารไทย สาขาย่อยเพนนินซูล่า ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 13.ธนาคารนครหลวงไทย สาขาสะพานควาย ชื่อบัญชีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 14.ธนาคารยูโอบี สาขาย่อยถนนพหลโยธิน ชื่อบัญชีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 2 บัญชี
หน่วยลงทุน ประกอบด้วย หน่วยลงทุนของ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ในบัญชีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ จำนวน 13,215,843.15 หน่วย หน่วยลงทุนของนายพานทองแท้ ชินวัตร ในกองทุนเดียวกัน จำนวน 70,815,104.77 หน่วย และหน่วยลงทุนของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในกองทุนเดียวกัน จำนวน 57,799,458.99 หน่วย
ขณะเดียวกันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตรวจสอบการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวนเกือบพันล้านบาท
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันที่ 31 มีนาคม ผู้แทนจากกรมสรรพากรมาร้องต่อดีเอสไอให้ตรวจสอบเส้นทางเงิน เพราะไม่มีอำนาจ ข้อมูลเบื้องต้นที่กรมสรรพากรมอบให้ดีเอสไอพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารพาณิชย์กว่า 20 แห่ง เข้า 6 บริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คน แต่กรมสรรพากรไม่ทราบชัดเจนว่ามีจำนวนเงินเท่าใดและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งวันพรุ่งนี้ (1 เม.ย.) ดีเอสไอจะทำหนังสือไปยังธนาคารที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลการถอนเงิน
"หากได้ข้อมูลจากธนาคารแล้ว ดีเอสไอกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะร่วมกันพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด 1.โกงเจ้าหนี้หรือไม่ และ 2.ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ หรือไม่ ทั้งนี้ กรมสรรพากรถือว่าเป็นเจ้าหนี้โดยตรง เพราะการถอนเงินออกจากบัญชีทำให้กรมสรรพากรได้รับความเสียหาย" นายธาริตกล่าว
อย่างไรก็ตาม อธิบดีดีเอสไอบอกด้วยว่า การสอบสวนช่วงนี้เป็นเพียงการหาข้อมูลเบื้องต้นตามที่มีผู้ร้องขอ หากพบว่าเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายมีการกระทำผิดจริง ดีเอสไอจะสรุปเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พิจารณาลงมติอีกครั้ง
"เงินจำนวนดังกล่าวน่าจะยังไม่มีการโอนถ่ายไปต่างประเทศ เนื่องจากยังไม่มีการรายงานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของดีเอสไอต้องจำแนกรายละเอียดของจำนวนเงินให้ชัดเจนว่ากระจายไปอยู่ที่ใดบ้าง คาดว่าภายในหนึ่งสัปดาห์น่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนแล้ว" นายธาริตคาดการณ์



