
เจรจารอบ3หรือปิดเกมวันจักรี
ทุกภาคส่วนสังคมต่างตั้งความหวังหรือถึงขั้นภาวนาให้รัฐบาลกับ 3 แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเปิดเจรจารอบ 3 เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับช่วงเวลาการยุบสภาซึ่งคงไม่ใช่ 9 เดือนตามข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาล
หรือ 15 วันตามข้อเสนอของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และนักการเมืองหลายกลุ่มต่างพยายามช่วยอีกแรงหนึ่งในการหาช่วงเวลาที่คิดว่าเหมาะสมซึ่งอาจจะเป็น 2 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน แล้วแต่จะตกลงกันในภายหลัง
ความกระตือรือร้นของทุกภาคส่วนของสังคมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อผลักดันให้การเจรจารอบ 3 มีขึ้นให้ได้ สอดประสานไปในแนวทางเดียวกับผลการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของสาธารณชนต่อการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำคนเสื้อแดง โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 75.9 สนับสนุนการเจรจาระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐบาลและตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม แม้ว่าร้อยละ 47.8 ไม่มั่นใจว่าการยุบสภาเลือกตั้งใหม่จะเป็นทางออกของการแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้
และขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า "การยุบสภา ต้องไม่ใช่ไปตายดาบหน้า" ผลการสำรวจที่น่าสนใจ ซึ่งรัฐบาลกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงน่าจะนำไปพิจารณาไตร่ตรอง ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 91.0 อยากให้รัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงช่วยกันแก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ตามด้วยอยากให้ช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม และปัญหาทุจริตคอรัปชั่น
ในเมื่อเสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ ทั้งรัฐบาลและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจึงไม่อาจมองข้ามเสียงสะท้อนเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าได้ก้าวข้ามพ้นปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกมาแล้ว ก็ควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นจริงตามนั้น ด้วยการขัดขืนไม่ทำตามนักโทษหนีคุกซึ่งยุให้ล้มเจรจา เพราะ "ทางใครทางมัน" แถมยังประกาศชัดให้ "ปิดเกมภายในวันจักรี"
ท่าทีเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สังคมซึ่งได้อดทนและอดกลั้นมานานกว่า 2 สัปดาห์สุดที่จะยอมรับได้ องค์กรภาคประชาสังคม 37 องค์กรจึงได้แถลงจุดยืนการแก้ไขวิกฤติประเทศว่ารัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมออกมาแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ พร้อมกับย้ำว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ควรเป็นข้อยุติของสังคม และนี่ก็คือจุดยืนของประชาชนผู้รักสงบ และไม่เชื่อว่า “ความรุนแรงจะสามารถชนะได้” ซึ่งรัฐบาลจะต้องรับฟังด้วยเช่นกัน



