
บนโต๊ะเจรจา
ก็ต้องยอมรับว่าการเจรจาร่วมระหว่างฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ กับกลุ่ม นปช.และคนเสื้อแดง ซึ่งมีคุณวีระ มุสิกพงศ์ เป็นหัวหน้า ที่สถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้อุณหภูมิความร้อนแรงของสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ลดลงหลายอ
จริงอยู่ว่าเราคงไม่สามารถคาดฝันให้เรื่องราวความขัดแย้งต่างๆ จบลงด้วยการเจรจาในครั้งเดียว อย่างไรก็ตามนี่นับเป็น “โอกาส” ที่ไม่ค่อยจะได้เกิดขึ้นบ่อยนักในบ้านเมืองเรา ที่คู่กรณีมักจะยืนอยู่ห่างกันและตะโกนใส่กันปาวๆ มากกว่าการที่จะจับมือกันและนั่งพูดคุยถกปัญหาข้อขัดแย้งกันโดยตรง ซึ่งผมเห็นว่าการเจรจานั้น เป็นสันติวิธีและอารยวิถีขนานแท้
ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตเห็นว่า ผมได้พยายามที่จะพูดถึง “อารยวิถี” ควบคู่ไปกับ “สันติวิธี” ผ่านทางคอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” นี้ นั่นเพราะผมเห็นว่าการชุมนุมประท้วงหรือการแสดงความไม่เห็นด้วยในเรื่องต่างๆ ในที่สาธารณะนั้น แม้จะประกาศว่าเป็นการชุมนุมหรือการกระทำโดยสันติวิธี ด้วยการไม่พกพาอาวุธหรือใช้ความรุนแรงนั้น ไม่พอเพียง แต่จะต้องประกอบด้วยอารยวิถีด้วย
อารยวิถี ก็คือวิถีที่อารยชนทั่วไปประพฤติปฏิบัติอยู่ เช่นไม่ใช้คำพูดที่หยาบคาย ส่อเสียด ปั้นน้ำเป็นตัว หรือดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น ไม่แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพ ข่มขู่คุกคาม หรือกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อสาธารณชน ผมถือว่าคนไทยทุกคนที่เกิดมาในระบอบประชาธิปไตยมีความเท่าเทียมกันทางสังคม ไม่มีใครเป็นไพร่ ไม่มีใครเป็นผู้ดี แต่อารยวิถีจะเป็นเครื่องกำหนดระดับความสูงต่ำทางจิตใจของคนเหล่านั้น และอารยธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองหรืออยู่ในตึกใหญ่โต ชนบทที่ห่างไกลความเจริญทางวัตถุก็เป็นอู่อารยธรรมได้ครับ
ย้อนกลับมาเรื่องการเจรจาในนัดแรกของรัฐบาลกับแกนนำ นปช. หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นการพูดกันคนละเรื่อง และต่างฝ่ายต่างก็ยังยืนอยู่ในจุดเดิมของตน หรือพูดเรื่องเก่าเล่าเรื่องเดิม แต่สิ่งเหล่านี้ก็คือปมปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจของแต่ละคนมาเป็นเวลานาน การที่ได้ระบายเรื่องเหล่านี้ออกมา อย่างน้อยก็เป็นการทำให้ได้รับทราบความคิดและความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณวีระ คุณจตุพร และหมอเหวง ก็มีโอกาสเรียกร้องเรื่องการยุบสภา และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็มีโอกาสที่จะชี้แจงเหตุผลและความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ให้ฟังกันอย่างชัดเจน แม้ว่าจะยังมีหลายข้อที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของการแก้ไขปัญหาทุกเรื่อง ขอเพียงให้แต่ละฝ่ายรับฟังเสียงของอีกฝ่ายหนึ่ง และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ที่สำคัญก็คือ การเจรจาครั้งนี้ คนไทยทั้งประเทศได้เห็นภาพและฟังเสียงกันจะจะ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการตัดต่อคำพูด หรือสื่อมวลชนจะรายงานผิดๆ ถูกๆ อย่างที่หลายๆ ฝ่าย ชอบกล่าวโทษ และก็มีโอกาสฟังความสองข้างและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้มากขึ้น
สำหรับผมถือว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำ นปช.ครั้งนี้ เป็นประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของการเมืองไทย เป็นการสร้างมิติใหม่ในการแก้ไขความขัดแย้ง และเป็นการร่วมกันหาทางออกให้แก่ประเทศไทย ซึ่งผลการเจรจาครั้งนี้ไม่ว่าจะออกมาในรูปใด ผู้ที่ชนะที่แท้จริงก็คือประเทศไทยและประชาชนคนไทย ไม่ใช่รัฐบาล หรือ นปช. หรอกครับ



