
ระบบที่บิดเบี้ยวในโลกของตำรวจ
ย้ายไปใต้ รองผู้กำกับขอย้ายลงไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ที่ใครๆ ต่างบอกว่าเสี่ยง เหตุผลของการขอย้ายมิใช่เป็นไปด้วยอุดมการณ์เฉกเช่นที่ควรจะเป็น
หากแต่เป็นเพราะหมดหนทางที่จะเจริญเติบโตก้าวหน้าตามระบบคุณธรรมที่กล่าวว่าเมื่อทำดีจะได้ดีเมื่อทำชั่วจะได้ชั่ว ไม่สามารถวิ่งแข่งกับคนอื่นหรือใช้วิธีการอื่นที่จะทำให้ได้เลื่อนตำแหน่ง วัฒนธรรมเช่นนี้ทำให้เกิดวลีที่ว่า “ย้ายไปสักพัก แล้วค่อยย้ายกลับมา” การขอย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงจึงมิใช่เรื่องของอุดมการณ์เพียงเหตุผลเดียว
เจตจำนงของหลักการบริหารที่กำหนดให้มีการโยกย้ายหมุนเปลี่ยนกำลังพลที่ปฏิบัติงาน ณ พื้นที่เสี่ยงภัยนั้นเป็นไปเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้พักผ่อนไม่เหนื่อยล้าเกินไปทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย
ระบบที่เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์ที่ดี มีเจตจำนงที่ดีกลับถูกนำมาใช้เป็นช่องทางในการสร้างความเป็นธรรมให้กับตนเอง กลับกลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่บิดเบี้ยวเสียระบบ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่สมควรได้รับอนุญาตให้พักผ่อนภายหลังปฏิบัติงานที่เสี่ยงมาอย่างหนักตามเจตจำนงเมื่อเริ่มต้นสร้างระบบ กลับกลายเป็นไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากผู้ที่โยกย้ายไปเพียงเพื่อหวังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรางวัลกลับเบียดขับแก่งแย่งที่จะออกจากพื้นที่เสี่ยงภายหลังจากที่ตนเองได้รับผลประโยชน์ตามที่ตนเองต้องการแล้ว
ความซับซ้อนที่หล่อเลี้ยงด้วยระบบผลประโยชน์ของระบบการบริหารจัดการในโลกของตำรวจท้าทายให้ผู้นำตำรวจและผู้เกี่ยวข้องใช้กระบวนการทางปัญญาในการไตร่ตรองและคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบก่อนที่จะกำหนดระบบหรือนโยบายใดๆ แม้กระทั่งตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานต่างๆ ด้วย อีกทั้งควรให้ความสำคัญต่อการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบประเมินผลเพื่อปรับเปลี่ยนระบบให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการณ์ทำงานจริงจึงจะทำให้ระบบที่สร้างขึ้นก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ปฏิบัติงานและสังคม การมอบหมายผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบควรจะเป็นผู้ที่มีความรอบรู้และเข้าใจภารกิจตำรวจอย่างชัดเจนถึงแก่น นักวิชาการที่ขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานตำรวจในระดับคลุกคลีใกล้ชิดกับสภาพการทำงานจริงก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการออกแบบระบบที่กำกับทิศทางการทำงานและการบริหารงานในโลกของตำรวจ
“ชาวบ้านเขาจะตั้งคำถามว่า ที่นี่มันเป็นยังไงทำไมถึงไม่มีใครอยากจะอยู่” นายตำรวจใหญ่แสดงความคิดแทนชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง นายตำรวจเล่าต่อว่า เมื่อผู้ปฏิบัติไม่ได้มาทำงานด้วยใจหรืออุดมการณ์หากแต่มาด้วยเหตุผลอื่นๆ พวกเขาก็จะคิดหาหนทางที่จะโยกย้ายออกจากพื้นที่เมื่อได้รับสิ่งตอบแทนในสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงไม่ได้ปลอดพ้นจากสายตาของชาวบ้านและเหล่าบรรดาตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชา
สิ่งที่นายตำรวจใหญ่แสดงความห่วงใยคือ การกระทำที่แสดงให้เห็นว่าการที่นายตำรวจระดับผู้นำไม่ได้มาทำงานรับใช้ประชาชนด้วยใจ รวมถึงแสดงอาการออกนอกหน้าอย่างชัดเจนว่าต้องการย้ายออกจากพื้นที่นั้น นอกจากจะไม่ได้ใจลูกน้อง ชาวบ้าน และมวลชนแล้ว อาจถูกตั้งคำถามกลับด้วยว่า "ตำรวจคิดอย่างไรกับพวกเขา คิดอย่างไรกับชุมชนของเขา”
เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมทำให้ภารกิจในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐไม่ประสบผลสำเร็จด้วย นายตำรวจสรุปปิดท้ายว่า เรื่องที่อ่อนไหวจำเป็นต้องคิด วิเคราะห์อย่างรอบคอบ รอบด้าน อย่าคิดเร็ว สรุปเร็ว ทำกันแบบฉาบฉวย อย่าคิดเพียงว่า “ระบบนี้คือผลงานที่ฉันคิดขึ้นโดยไม่คิดว่าระบบที่สร้างขึ้นส่งผลกระทบ ทำให้เกิดความเสียหายมากเพียงใด”
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



