ข่าว

ดีเอสไอรับตรวจสอบการถอนเงิน"โอ๊ค-เอม"

ดีเอสไอรับตรวจสอบการถอนเงิน"โอ๊ค-เอม"

30 มี.ค. 2553

ดีเอสไอรับลูกสรรพากรตรวจสอบการถอนเงิน โอ๊ค - เอม เข้าข่ายทำผิดกฎหมายคดีพิเศษหรือไม่คาดรู้ผล ศุกร์นี้ คลังห่วงตระกูลชินทยอยถอนเงินอายัด มีผลต่อเงินจ่ายค่าเสียหายให้ทีโอทีและกสท.

 (30มี.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรให้ตรวจสอบกรณีการถอนเงินออกจากธนาคารของนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้กับดีเอสไอตรวจสอบว่าเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่

 ดีเอสไอได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่อดังกล่าว มี พ.ต.อ.มานิต ธนสันติ ผบ.สำนักคดีการเงินและการธนาคาร เป็นประธาน เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกับคำพิพากษาของศาลฎีกา คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้คาดว่าภายในวันศุกร์ที่ 2 เม.ย.นี้จะทราบว่าเข้าข่ายกระทำผิด ตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และพ.ร.บ.ภาษีอากรหรือไม่ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เป็นความผิดตามพ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ

 สำหรับความคืบหน้ากรณีการรื้อฟื้นคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)นั้น นายธาริต กล่าวว่า หลังจากดีเอสไอได้ทำหนังสือไปยังศาลฎีกาเพื่อขอเอกสารคำเบิกความ คำร้อง คำคัดค้าน รวมทั้งพยานประกอบคำเบิกความทุกส่วน ขณะนี้ศาลได้อนุญาตให้ดำเนินการได้แล้ว ดังนั้น ดีเอสไอจึงอยู่ระหว่างการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการคัดสำเนาดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาว่าหลักฐานใดเป็นหลักฐานใหม่ อันจะนำไปสู่การรื้อฟื้นคดีดังกล่าวได้

คลังห่วงตระกูลชินทยอยถอนเงินอายัด 

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท คดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของกรมบัญชีกลาง ซึ่งการดำเนินการล่าสุดไปถึงไหนแล้ว คงต้องไปติดตามเอง

 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การยึดทรัพย์จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ขณะนี้กรมบัญชีกลางได้แยกแยะเอาไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเงินในบัญชีทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องยึดเพื่อนำเข้าเป็นเงินคงคลัง ส่วนบัญชีที่เหลือกำลังดำเนินการ

 “ตอนนี้ เรามีความกังวลว่า การทยอยถอนเงินที่ศาลสั่งให้ถอนอายัดอาจมีผลต่อเม็ดเงินที่จะนำมาชำระค่าความเสียหายของหน่วยงานรัฐ ทั้งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาความเสียหายจากการแก้สัญญาสัมปทานในช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี”

 นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่า กระทรวงการคลังยังไม่ได้อนุมัติประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งต้องการผ่อนคลายให้นิติบุคคล สามารถนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้ โดยไม่จำกัดวงเงิน เนื่องจากขณะนี้ พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีการตั้งบริษัทย่อยจำนวนมากในดูไบ ซึ่งอาจตั้งเพื่อรับโอนเงินจากบัญชีที่ศาลสั่งถอนอายัด

 สำหรับประเด็นที่กระทรวงการคลังเป็นห่วง คือ ทรัพย์สินที่เหลือ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งศาลสั่งถอนอายัด และขณะนี้เจ้าทรัพย์เร่งทยอยเบิกถอนเงินนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรได้อายัดทรัพย์สินไว้แล้ว เพื่อนำมาชำระภาษีค้างจ่ายของ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ชินวัตร ในคดีเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นแอมเพิลริชประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไปทับซ้อนกับเงินที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ผู้ฟ้องคดีให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งอายัดไว้ ซึ่งศาลได้สั่งถอนอายัดเงินในบัญชีดังกล่าว เนื่องจากการอายัดทรัพย์สินของกรมสรรพากร ไม่เกี่ยวข้องกับการอายัดทรัพย์ของ คตส.