ข่าว

เอกชนโคราชชี้อภิสิทธิ์เจรจารอบ2โกยคะแนนอื้อ

เอกชนโคราชชี้อภิสิทธิ์เจรจารอบ2โกยคะแนนอื้อ

30 มี.ค. 2553

ที่ปรึกษาประธานหอการค้าโคราชมองการเจรจาแก้วิกฤติการเมืองระหว่าง นปช.-รัฐบาล นายกฯ ฟอร์มเจ๋ง ยึดโอกาสทำความเข้าใจประชาชน เสริมภาพลักษณ์ โกยคะแนนมวลชน ขณะที่ฝ่ายแดงก้าวพลาด หลัง“จตุพร” ออกอาการแข็งกร้าวเกินเหตุ

 (30 มี.ค.)นายไพบูลย์ พฤกษ์พนาเวศ กรรมการผู้จัดการโรงแรมราชพฤกษ์ แกรน โฮเต็ล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในฐานะที่ปรึกษาประธานหอการค้า จ.นครราชสีมา ให้ความเห็นถึงการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำกลุ่ม นปช.เมื่อเย็นวานนี้ (29 มี.ค.) ว่า การเจรจากันระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายในวันแรก (28 มี.ค.)  เป็นที่สนใจของประชาชนคนไทยทุกระดับ และดูเหมือนว่าการเจรจาวันแรกจะจบลงด้วยดีถึงแม้ว่าจะยังไร้ข้อสรุปก็ตาม แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนทุกคนอยากที่จะเห็นทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้ากันเพื่อหาทางยุติปัญหา และแนวโน้มก็ดูเหมือนว่าน่าจะมีทางออกที่ดีระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย 

 แต่หลังจากการเจรจาเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (29 มี.ค.) กลับดูเหมือนว่า สถานการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะของความขัดแย้งเหมือนเดิมอีกครั้ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามต่อรองเงื่อนไขการยุบสภาโดยขอเวลา 9 เดือน เพื่อทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อกำหนดแนวทางการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ให้เป็นที่ยอบรับของแต่ละฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก หลักจากการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่ทางแกนนำ นปช.กลับไม่ยอมรับฟังและยืนกรานด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวที่จะให้รัฐบาลต้องยุบสภาภายใน 15 วัน เท่านั้น ซึ่งหากไม่ทำตามทาง กลุ่ม นปช.ทำทำการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลอีกระลอก

 ซึ่งจุดนี้ทำให้แนวโน้มความสำเร็จในการเจรจาเป็นไปได้น้อยมา และคาดการณ์ว่าหลังจากสถานการณ์การเจรจาเมื่อวานนี้จบลง ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีจุดยืนและยึดในหลักการเหตุผลของตนเองเป็นหลักที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน และยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าในวันที่ 1 เม.ย.ซึ่งจะเป็นการนัดหมายการเจรจาในรอบ 3 จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะทาง นปช.เองประกาศชัดเจนอยู่แล้วที่จะต้องให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 15 วัน ซึ่งหากไม่ได้ตามข้อเรียกร้องก็จะไม่ขอเจรจา ส่วนรัฐบาลเองก็ยืนยันว่าต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาอีกหลายอย่างก่อนที่จะยุบสภาดังดังกรอบระยะเวลาจะต้องยาวนานอย่างน้อย 9 เดือน ซึ่งมองแล้วแทบจะไม่มีความเป็นได้ที่จะมีการเจรจาครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นจริงก็ไม่คิดว่าจะมีข้อสรุปที่ออกมายุติปัญหาได้ และทุกอย่างก็จะกลับมาสู่การขัดแย้งเหมือนเช่นเดิม 

 สำหรับท่าทีของการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในความคิดส่วนตัวมองว่าท่าทีในการเจรจาของนายอภิสิทธิ์ มีท่าทีที่จะประนีประนอมพยายามที่จะชี้แจงทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ต้องใช้ระยะเวลาถึง 9 เดือนก่อนที่จะมีการยุบสภา ให้ทางแกนนำกลุ่ม นปช.รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ทั่วประเทศที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับรู้ถึงข้อมูล หลักเกณฑ์ผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นหลังจากการยุบสภามากขึ้น ขณะที่ทางกลุ่ม นปช.เอง ท่าทีกลับไม่ยอมที่จะรับฟังเหตุผลใดๆ ยึดความคิดและเหตุผลของตนเองเป็นใหญ่ โดยเฉพาะ นายจตุพร พรหมพันธ์ ที่มีท่าทีออกอาการแข็งกร้าวมากที่สุด ทำให้บรรยากาศของการเจรจาตรึงเครียดโดยในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะเจรจากันต่อไปได้ ซึ่งจุดนี้จะทำให้นายอภิสิทธิ์ มีภาพพจน์ที่ดีขึ้นในสายตาของประชาชนชาวไทย และสายตาของชาวต่างชาติที่สนใจสถานการณ์ของประเทศไทย ขณะที่ทาง กลุ่ม นปช.เองก็จะได้รับผลเสียและแรงต่อต้านมากว่ารัฐบาล

 "ส่วนสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้มองว่าความขัดแย้งจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตามหากทุกฝ่ายต่างยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวกันด้วยความสงบสันติ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ผลกระทบต่อประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยก็คงจะไม่เลวร้ายลงไปมากนัก เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจว่าฝ่ายที่ขัดแย้งกันต่างก็มีความต้องการที่จะยุติปัญหากันทั้ง 2 ฝ่าย แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ  ซึ่งอย่างน้อยก็สามารถเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีฝ่ายไหนที่อยากจะทำให้ประเทศชาติได้รับความเดือดร้อน" นายไพบูลย์ กล่าว