
สัมภาษณ์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ - "เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับวิกฤติ"
"เอนก เหล่าธรรมทัศน์" อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน หันหลังให้เวทีการเมือง มาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ แต่ยังไม่ยอมละวางปัญหาบ้านเมือง เมื่อประเทศเผชิญปัญหาวิกฤติ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจก็จะเสนอแนวคิดผ่านสื่อให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดได้วิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง พร้อมแนะทางออกไว้อย่างน่าสนใจ
๐ มองปัญหาการเมืองในขณะนี้ที่มีความคิดเห็นต่างกันจนแบ่งแยกเป็นสีเหลืองสีแดงอย่างไร
ปัญหาการเมืองไม่สามารถฟันธงได้ ผมเห็นว่าการเมืองไม่มีคำตอบชัดเจนว่าวันไหนคนเหล่านี้จะเลิกทะเลาะกัน ถ้าสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ 10-15 ปี หลังๆ เปลี่ยนไปเร็วมาก ฉะนั้นการเมืองต้องปรับเปลี่ยนตาม ต้องมีความพยายามเปลี่ยนแปลง อีกฝ่ายพยายามรับข้อเรียกร้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตาม หรือถ้าไม่คิดเปลี่ยนจะสามารถต่อต้านหรือทำให้ได้มากน้อยแค่ไหน เราควรมองแบบนี้มากกว่าที่จะไปมองเมื่อไรจะหยุดทะเลาะกัน
๐ คนในสังคมก็อยากให้การเมืองนิ่งเหมือนต่างประเทศสักระยะก่อนมีการเลือกตั้งใหม่
ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 จะได้รัฐบาลอายุประมาณ 2 ปีครึ่ง จากนั้นยุบสภาถูกอภิปรายออกไป การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง โดยข้าราชการประจำ เนื่องจากเศรษฐกิจการเมืองที่มันเปลี่ยนไปมากทำให้อยากได้รัฐบาลที่ฉลาด เก่ง ผลจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ได้รัฐบาลอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหลายเรื่องดี และไม่ดีอีกหลายเรื่อง จนเกิดเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 และเกิดรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็คิดว่าจะเริ่มต้นได้ใหม่ แต่มีคนติดใจกับนายกฯทักษิณ และติดใจกับรัฐธรรมนูญปี 2540 มาก มีคนไม่อยากให้บ้านเมืองไปเป็นตามรัฐธรรมนูญปี 2550
โดยรัฐธรรมนูญปี 2550 จำกัดบทบาทฝ่ายการเมืองมาก ให้องค์กรอิสระมีอำนาจมากขึ้น ศาลมีอำนาจมาก ทหารมีอำนาจมากขึ้น พลังนอกสภามีบทบาทมากขึ้น ต่างจากทุกครั้ง เมื่อฝ่ายผลักดันการเมืองที่มีกำลังเกือบจะเท่าๆ กัน มันจึงยุ่ง บ้านเมืองไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร มีทางเดียวคือ ต้องปรองดองมากกว่าที่จะมองเรื่องผิดถูกเพียงอย่างเดียว เพราะมันพ้นจากเรื่องความถูกต้องไปสู่เรื่องความเหมาะสมสมดุลมากกว่า ถ้าต้องการจะให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้
๐ กลุ่มรักษ์เมืองไทยตั้งขึ้นมาจะปรับความสมดุลของปัญหาบ้านเมืองได้หรือไม่
กลุ่มรักษ์เมืองไทย เป็นเพียงก้าวเล็กๆ เป็นภาพของคนจากหลายพรรคที่มีความแตกต่างทางความคิดไม่เหมือนกัน ถ้านำคนเหล่านั้นมาพูดคุยกันก็จะได้อะไรหลายอย่างที่มีประโยชน์ เป็นเวทีพูดคุยกัน แต่ละคนคงไม่ได้มีความคิดของตัวเองเท่านั้นยังมีความคิดของกลุ่มหรือพรรคที่ตัวเองใกล้ชิดมีความเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อยถือเป็นจุดเริ่มต้นในการแลกเปลี่ยน ที่สำคัญสร้างความมั่นใจ และเชื่อใจให้เกิดขึ้น คล้ายกับการพูดกับต่างประเทศที่จะมาเจรจาตกลงกันได้ก็ต้องมาสร้างความมั่นใจ และเชื่อใจแก่กันก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนมีคุณภาพทั้งสิ้น แต่ถ้าคนเหล่านี้อยู่ในคอกของตัวเองโอกาสจะแสดงความสามารถจะมีข้อจำกัด มีแนวทางมีวินัยที่จำกัด ถ้ารวมเป็นทางการเป็นเครือข่ายพูดอะไรได้เต็มที่
๐ เน้นแก้เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจจะเกี่ยวโยงแก้ปัญหาการเมืองอย่างไร
แม้จุดเริ่มต้นจะเน้นแก้เศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ก็จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเมืองด้วย เพราะเราเสนอยุทธศาสตร์ นำเสนอนโยบาย นำเสนอมาตรการที่ดีอะไรก็ตาม ที่คนดีที่มีความรู้นำไปปฏิบัติ ถ้าการเมืองเป็นการเมืองเราเป็นการเมืองเชิงอำนาจเป็นการเมืองผลประโยชน์มากเกินไป จะเกิดผลน้อย ในที่สุดก็ต้องนำไปปรับปรุงการเมืองให้ดีขึ้น ตอนนี้ถอยกลับไปสมัยอาศัยข้าราชการอย่างเดียวแก้ไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่เหมือนยุคตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยุคนั้นคำตอบอยู่ในตำรา ใครไปเรียนดอกเตอร์กลับมาจากต่างประเทศกลับมามีคำตอบในตำราอยู่แล้ว แต่โลกเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี ในอนาคตยุคโลกาภิวัตน์เราต้องรู้ที่จะอยู่กับวิกฤติ เมื่อ 10 ปีที่แล้วพวกเราคิดว่าคงหมดแล้ว แต่มาวันนี้ 10 ปีผ่านไปวิกฤติหนักมากกว่าเดิม เราก็คิดว่าเมื่อไรจะพ้นมรสุม แต่อาจไม่พ้นก็ได้ต้องถล่มลูกแล้วลูกเล่าอีกก็ได้
ดังนั้นเราต้องใช้สติปัญญาให้มากขึ้นว่าจะอยู่กับยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร และต้องคิดให้มากขึ้นโดยใช้เศรษฐกิจพอเพียง ต้องใช้คนที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาของโลก เชื่อมโยงกับปัญหาปัจจุบันและใช้เวลาส่วนใหญ่กับการคิด และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับทบทวนยุทธศาสตร์ เพื่อหาทางออก ถือเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่ง 10 คน (กลุ่มรักษ์เมืองไทย) อาจไม่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น และหวังว่าจะเกิดกลุ่มลักษณะนี้ขึ้นอีก
๐ ในภาวะวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นรัฐบาลควรบริหารประเทศอย่างไร
อย่าไปคิดว่ามีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่คิดแก้ไขปัญหาประเทศได้ รัฐบาลต้องรับฟังความคิดเห็นเสียงวิจารณ์จากคนภายนอกด้วย และหวังว่าจะมีความลุ่มลึกในการแก้ปัญหา กรณีรัฐทุ่มเทจ่ายเงิน 2,000 บาท อย่าให้เป็นกระสุนนัดแรกและนัดสุดท้าย ต่อไปจะทำอะไรก็ยังไม่รู้ แต่คิดว่าคงไม่เป็นแบบนั้น เพราะหลังได้มีการพูดคุยกับอาเซียน อาเซียนบวก 3 ก็คงได้ฟังความเห็นวิธีคิดจากประเทศอื่นๆ มาปรับใช้
๐ มองว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนี้เราควรมีรัฐบาลแบบไหน
วิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถ้าผ่านไปได้ก็ถือว่าฟลุค วิกฤติที่เกิดขึ้นต้องมีรัฐบาลที่เก่ง ไม่ต้องเก่ง 100% แค่โอบามาก็พอ แต่มีสติปัญญาพอสมควร ต้องเข้าใจใช้คน ดึงคนฝ่ายตรงข้าม หรือดึงคู่ปรับมาช่วยทำงานด้วย ต้องมีความกล้า ทำให้คนมีความหวัง เก่ง ฉลาด รู้เท่าทันโลก เก่งกว่าข้าราชการ เก่งกว่านักวิชการ เก่งเชิงการเมือง นอกจากนั้นต้องมีความมั่นคง ยืนยงพอสมควรไม่ใช่จะถูกอภิปรายก็ปั่นป่วนไปหมด ซึ่งเรื่องอภิปรายมีแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เก่ง และถือเป็นความโชคดีของรัฐบาลชุดนี้ที่ฝ่ายค้านขณะนี้ที่พอหวังได้มี 2 คน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย
ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเชื่อว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ เราต้องอยู่ให้ได้กับโลกาภิวัตน์ โดยมีภาคการเกษตรเป็นเหมือนหลุมหลบภัย โดยภาครัฐเข้าไปออกแบบให้เข้าได้กับวิถีชีวิตคนไทยสอดคล้องกับวัฒนธรรม สังคม และศาสนา
สมถวิล เทพสวัสดิ์



