
กอร์ปศักดิ์-ชำนิลั่นเจรจานปช.รอบ3
กอร์ปศักดิ์ ลั่นไม่ยอมแพ้ เตรียมเดินหน้าเจรจารอบ 3 ด้าน"ชำนิ"ยันรัฐบาลไม่ปิดประตูเจรจานปช. ระบุ ข้อเสนอยุบสภา 9 ด.ถือลงตัวมากที่สุดแล้ว
(30มี.ค.) นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ กล่าวกรณีที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ปฏิเสธที่จะมีการเจรจารอบ 3 กับรัฐบาล ว่า รัฐบาลก็ต้องพยายามต่อ ยังเร็วเกินไปรอเวลานิดนึงให้เขาได้มี โอกาสได้หารือกันก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากบาห์เรนแล้ว ฝ่ายรัฐบาลจะมีการพูดคุยกันก่อนหรือไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีก 2 วันกว่าที่นายกรัฐมนตรีจะกลับมาก็คงมีอะไรคืบหน้า ถ้าหากได้พูดคุยกันแล้ว หมดหนทางจริง เราก็คงต้องหาวิธีอื่นที่จะแก้ไขปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นจะมีการประสานงานก่อน โดยผ่านนายโคทม อาริยา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล หรือไม่ นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ตนก็ทำอย่างที่เคยทำ
ผู้สื่อข่าวอถามว่า ยังไม่มีการตอบรับจากทางแกนนำนปช.ใช่หรือไม่ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้เริ่มเลย อย่างที่บอกต้องขอเวลานิดหนึ่ง เมื่อถามต่อว่า ยังหวังว่าจะมีการเจรจาครั้งที่ 3 หรือไม่ นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า “ ผมไ ม่เคยยอมแพ้หรอก ต้องพยามยาม ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าหากผู้ชุมนุม ไม่ตอบรับกลับมาว่าจะร่วมเจรจาครั้งที่ 3 จะทำอย่างไร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องดูว่าปัญหาข้างหน้าจะมีลักษณะกดดันในรูปแบบไหนบ้าง ตนกำลังคิดว่าอยากจบให้ดีหน่อย ในเมื่อเราอุตส่าห์เสียเวลาไป 2 วัน มานั่งคุยกัน แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนไม่เคยคิดว่า มาคุยกันครั้งสองครั้งแล้วมันจะจบได้ง่าย เพราะฉะนั้นยังไม่ยอมแพ้จะพยายามต่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า 2 วันที่ผ่านมาแกนนำนปช.จริงใจหรือไม่ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีสิ ถ้าไม่มีเขาก็ไม่มาหรอก
ด้านนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน และประธานคณะทำงานวอร์รูม พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้เจรจาฝ่ายรัฐบาล ได้มาหารือกับนายกรัฐมนตรี ภายในห้องรับรองของ บน. 6 โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้น นายชำนิ ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังพร้อมที่จะเจรจาอยู่ เพราะขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีเสนอไปนั้นต้องใช้เวลา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วไปสู่การยุบสภาและมีการเลือกตั้งมันมีกระบวนการและมีเวลาตามที่เราเสนอไป คือ 9 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุดแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องของเวลาที่มากหรือน้อย หรือเป็นเรื่องที่อยากได้หรือไม่อยากได้ แต่ปัญหาการเจรจาเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา มีข้อสังเกตว่าผู้เจรจาไม่ได้เป็นเจ้าของปัญหาทั้งหมด เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องมากมาย เพราะในกระบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ข้อเรียกร้องที่ให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องสุดท้ายและผ่านจากกระบวนการอื่นๆที่มีปัญหาและไม่มีปัญหามาแล้ว การยุบสภาจึงเป็นการสรุปเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ที่จริง การยุบสภาบางครั้งเป็นการนำการเมืองออกจากวิกฤตได้ เช่น การยุบสภาในปี 2535 แต่บางครั้งก็เป็นการนำการเมืองเข้าสู่วิกฤต เช่น การยุบสภาเมื่อปี 2549 ซึ่งวิกฤตการเมืองในตอนนั้นก็ตกค้างมาถึงตอนนี้ ดังนั้น การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีความรับผิดชอบและมีความเกี่ยวข้องต่อฝ่ายต่างๆค่อนข้างมาก
“ การยุบสภาครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องกลไกทางระบบตามปกติ แต่เป็นเรื่องของวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขัดข้องเรื่องการยุบสภา แต่การยุบสภาครั้งนี้ เรายังไม่มีหลักประกันและแน่ใจได้ว่ามันเป็นทางออก เพราะฉะนั้นมันยังมีกระบวนการอื่นๆ จึงเป็นเรื่องของการใช้เวลา ซึ่งถ้าทำความเข้าใจตรงนี้ได้และพร้อมใจกันว่านี่คือทางออก ผมคิดว่าเจรจากันได้ แต่ถ้าคิดว่าการเจรจาไม่ใช่ทางออก มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”นายชำนิ กล่าวและว่า การจะลดกรอบเวลา 9 เดือนนั้น ถ้าดูตามระยะเวลาและเงื่อนไขนี้ กรอบเวลา 9 เดือนถือว่ามีความลงตัวพอดี
นายชำนิ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรื่องการเจรจาคงยังไม่มีอะไร แต่เรื่องการประสานงาน ถ้าเขาต้องการมีข้อเท็จจริงอะไร ต้องการประสานหรือพบปะกันอย่างไร ก็ยังทำอยู่ อย่างไรก็ตามบรรยากาศที่ใช้บนเวที กับบรรยากาศของการเจรจาไม่ควรเป็นรูปแบบเดียวกัน และตามข้อเท็จจริง เมื่อมีการประสานงานกันกับสิ่งที่ปราศรัยบนเวที ก็ยังไม่ได้หนักแน่นหรือรุนแรงอะไร
เมื่อถามว่าดูเหมือนแกนนำ นปช.นำเวทีเสื้อแดงมาอยู่ในวาระการเจรจา นายชำนิ กล่าวว่า ตนคิดว่ารูปแบบของการเจรจาก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง เพราะมีการถ่ายทอดสดการเจรจา เนื่องจากเราต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ผลการปรึกษาหารือ แต่กลายเป็นการเจรจาดูมีน้อยมาก เพราะเป็นเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการพูดในสิ่งที่อยากพูดมากกว่าการพูดในสิ่งที่ควรจะพูดร่วมกัน
เมื่อถามว่าการเจรจาครั้งนี้ ถือว่ารัฐบาลตกหลุมของกลุ่ม นปช.หรือไม่ นายชำนิ กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้น ที่จริง ข้อเรียกร้องของเขาคือ 1. ให้มีการเจรจา ซึ่งรัฐบาลก็ยินดี และ 2. ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเจรจา ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ยินดี ตนจึงคิดว่าการที่รัฐบาลตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายที่จะหาทางออก แต่เมื่อมีการพบปะกันแล้ว ยังไม่มีคำอธิบายกระบวนการที่เป็นทางออกที่น่าพอใจได้ อย่างไรก็ตามตนคิดว่าจากนี้ไป ยังต้องมีการพูดคุยอยู่ ยังจบเลยไม่ได้ เมื่อถามต่อว่าสิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะทำต่อไป จะยิ่งทำให้การเจรจายากขึ้นหรือไม่ นายชำนิ กล่าวว่า ก็เป็นการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่ง ตนเข้าใจอารมณ์ของคนที่ต้องคุมสถานการณ์ว่ามีความตึงเครียด และข้อเรียกร้องที่เมื่อมีการพูดจาปราศรัย มักจะรุนแรงกว่าข้อเรียกร้องที่เป็นจริงเสมอ จึงไม่น่าจะเป็นประเด็นอะไรได้
ต่อข้อถามว่าแสดงว่าในระหว่างการประสานงานช่วงนี้จนถึงวันที่ 1 เม.ย.นี้ ยังมีโอกาสที่จะกลับพูดจากัน นายชำนิ กล่าวว่า ก็คงมีโอกาส และเมื่อนายกรัฐมนตรีจากต่างประเทศแล้ว ก็พร้อมเจรจา ถ้าฝ่ายเขาพร้อม แต่บนโต๊ะเจรจาต้องพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนและรับฟังกัน เมื่อถามว่านายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่ม นปช. พร้อมเปิดทางให้มีการเจรจารอบที่ 3 แต่แกนนำอีก 2 คนกลับไม่เป็นไปตามนั้น จะมีความชัดเจนได้อย่างไรว่าการเจรจาอีกครั้งจะเกิดขึ้น นายชำนิ กล่าวว่า ที่จริง นายวีระเป็นหัวหน้าคณะเจรจา และส่วนที่เหลือเป็นผู้ช่วย แต่เมื่อเอาเข้าจริง กลายเป็นเรื่องความคิดเห็นของบุคคลเฉพาะตัวค่อนข้างสูง ซึ่งผู้เจรจาไม่ใช่เจ้าของปัญหา



