ข่าว

การเจรจาไร้ทางออก

การเจรจาไร้ทางออก

30 มี.ค. 2553

การเจรจาเพื่อหาทางออกสำหรับวิกฤติทางการเมืองระหว่างรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น โดยทั่วไปอาจมองว่าเป็นลู่ทางเพื่อหาทางออก แต่คนทั่วไปซึ่งรับรู้สถานการณ์มาโดยตลอดต่างเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีทางบรรลุข้อตกลงได้

 แม้แต่แกนนำคนเสื้อแดงเองก็มีความเชื่อเช่นนั้น เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีเงื่อนไขซึ่งต้องถูกปฏิเสธจากอีกฝ่ายอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน ฝ่ายแกนนำคนเสื้อแดงก็พยายามเจรจาบนเงื่อนไข และข่มขู่ตลอดว่าจะยกระดับความเคลื่อนไหวให้รุนแรงกว่าเดิม เป็นการแสดงออกให้เห็นความไม่จริงใจ เจตนาบีบบังคับ และข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ กลไกของรัฐยังไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาการก่อการร้าย เช่นการยิงระเบิด ปาระเบิด รวมทั้งการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อสังคมได้สำเร็จ

 สังคมทั่วไปไม่ได้มีส่วนร่วมได้เสียในการเจรจาของทั้งสองฝ่าย และแกนนำเสื้อแดงเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้หลบหนีโทษจำคุก และพยายามใช้เงินเพื่อปลุกระดมมวลชนเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐ สถาบันหลักของแผ่นดิน ดังนั้น รัฐบาลไม่มีเหตุผลต่อไปในการเจรจากับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งไม่ได้ผ่อนปรนเงื่อนไข โดยเฉพาะการระงับการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ นานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว นอกเหนือจากการสร้างปัญหาขยะ การจราจรติดขัดในเส้นทางของการชุมนุม ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ กลุ่มคนผู้เจรจาล้วนมีคดีอาญาติดตัว และยังกระทำความผิดต่อเนื่องในการท้าทายอำนาจรัฐ มีเจตนาร้ายต่อแผ่นดิน และกำลังอยู่ในสภาพที่หมดแรง เนื่องจากคนกรุงไม่ให้การสนับสนุน การที่นายกฯ อภิสิทธิ์ยอมนั่งเจรจาด้วย เพื่ออยากรับรู้ปัญหา เท่ากับเป็นการยอมรับว่าคนกลุ่มนี้สามารถสร้างอำนาจต่อรองจนเป็นคู่เจรจาอย่างเป็นทางการได้

 เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีทางตกลงกันได้ เพราะภาคส่วนของสังคมส่วนอื่นต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของรัฐบาล นอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น การเจรจาเป็นเพียงพิธีกรรมซึ่งไม่มีหนทางนำไปสู่ข้อยุติของความขัดแย้ง และการก่อการร้ายซึ่งรุนแรงตามลำดับ การโจมตีธนาคาร สถาบัน องค์กรต่างๆ ของรัฐ ซึ่งกำลังสะท้อนให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมีปัญหาด้านประสิทธิภาพในด้านจัดการวิกฤติความมั่นคง และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ละเมิดอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเร่งหาทางทำความเข้าใจกับประชาชนว่ามวลชนเสื้อแดง ซึ่งจะมีจิตบริสุทธิ์ จริงใจ หรือถูกจ้างวานมา ขึ้นอยู่กับว่าส่วนใดจะมากกว่ากัน นั้นได้ตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายผู้ร้ายหนีคุก สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล เอาประชาชนเป็นตัวประกัน สมควรเลิกการเจรจาภายใต้บรรยากาศการข่มขู่และประชาชนต้องเสี่ยงภัยจากการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง เพราะไร้ประโยชน์ เสียเวลา ทรัพยากรของประเทศ และใช้กฎหมายจัดการควบคุมการชุมนุมซึ่งละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความสงบของบ้านเมือง