ข่าว

ลีลามังกรเมืองสุพรรณ

ลีลามังกรเมืองสุพรรณ

30 มี.ค. 2553

"ผมถูกขู่อยู่ตลอดเวลา ทั้งทางโทรศัพท์ และบนเวทีเสื้อแดง แต่ผมในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กับพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีนายชุมพลเป็นหัวหน้าพรรคนั้น มีสัจจะและวาจาว่า การร่วมรัฐบาลกับใคร เราจะออกหรือว่าทำอะไรนั้นต้องมีเหตุและผล"

  นี่อาจจะเป็นอีกครั้งที่ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ใครก็รู้ว่า แม้จะถูกเว้นวรรค 5 ปี มานั่งเป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา "บารมี" ของเขาก็ไม่เคยลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย

 ขณะเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคชาติไทยพัฒนาถูกมองมาตลอดว่า ด้วยสายสัมพันธ์อันดีกับ ทักษิณ ชินวัตร ทำให้มีข่าวเป็นระยะว่า พรรคชาติไทยพัฒนา คือจุดเปราะบางของรัฐบาล

 ยิ่งเมื่อมีเรื่องของรัฐธรรมนูญที่พรรคชาติไทยพัฒนาเดินหน้าเต็มตัว แต่ถูกพรรคประชาธิปัตย์หักเอาด้วยมติพรรค ใครก็เชื่อว่า รอยร้าวที่เกิดขึ้นจะปริแยกออกจากกันในยามที่วิกฤติเกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล

 แต่ในวันนี้ วันที่รัฐบาลกำลังเจรจากับแกนนำ นปช. ที่พยายามเอากำลังคนมาบีบให้รัฐบาลยุบสภา บรรหาร กลับประกาศชัดเจนว่า การยุบสภาตามกำหนดของ นปช. 15 วันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 คงไม่ใช่เพราะตื่นตกใจเสียงระเบิดที่หน้าบ้านว่าเป็นไปตามคำขู่กระมัง

 และน่าเชื่อว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเพราะปฏิเสธเงื่อนไขจาก ทักษิณ ที่พยายามติดต่อมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว

 เพราะคนระดับบรรหาร ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย่อมรู้ดีว่า มีแต่ "ดอน คอร์เลโอเน" ตัวเอกของอมตะนิยาย "ก็อดฟาร์เธอร์" เท่านั้นแหละที่จะยื่นเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธให้ใครต่อใครได้

 ถ้อยแถลงของบรรหารนั้น พยายามแสดงให้เห็นว่า ผลดีผลเสียจากการยุบสภานั้น มีมากกว่า "เงื่อนเวลาที่ นปช.กำหนด"

 บรรหารแสดงให้เห็นว่า การที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้มาเพราะฟลุก หรือถูกหวยการเมือง...หากแต่แสดงให้เห็นว่า การมองที่ "ไกล" และ "กว้าง" กว่าคนทั่วไปนั้นต่างหากที่ทำให้เขาก้าวไปถึงจุดนั้น

 กฎกติกาใดที่เป็นปัญหา แต่เมื่อเทียบกับ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ที่บ้านเมืองต้องการแล้ว คนอื่นไม่รู้ว่าเลือกอะไร แต่บรรหารรู้ว่า เขาต้องเลือกอะไร

 เศรษฐกิจ การส่งออก นำเข้า การท่องเที่ยว ล้วนแต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นที่ผูกโยงกับความมั่นคงทางการเมือง

 น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวที่การเปิดปากให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ บรรหารไม่ได้พูดถึงรายละเอียดว่า ที่ทักษิณโทรศัพท์มาพูดคุยด้วยนั้น ด้วยเรื่องอะไร

 "ก็ถามว่า มีอะไรที่จะช่วยกันได้บ้างไหม ผมก็บอกว่า ตอนนี้คงจะยังทำอะไรมากไม่ได้ ทำอะไรมากไม่ได้ ผมก็พูดได้แค่นี้”

 อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นก็ใช่ว่าบรรหารจะมองไม่เห็นหัวคนเสื้อแดง...เพียงแต่พยายามชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดคืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องไปพูดจาให้เข้าใจว่า เงื่อนเวลาอยู่ตรงไหน ช่วงใดดีที่สุดสำหรับบ้านเมือง

 นั่นคือ บรรหาร ศิลปอาชา !

 รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตเลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ค่อนข้างจะเซอร์ไพรส์กับการที่บรรหารเปิดปากว่า ทักษิณโทรมาหา แม้จะดูจริงใจ แต่ก็มองได้ว่า อยากให้รัฐบาลเกรงอกเกรงใจมากกว่านี้

 เช่นเดียวกับ วรณัย พงศาชลากร นักวิชาการอิสระ ที่มองว่า ท่าทีของบรรหารนั้นเตือนไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ทักษิณโทรมาหา ขณะที่นายกฯ อภิสิทธิ์ยังซื้อใจประชาชนไม่ได้ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่บรรหารต้องการ

 แม้ว่ามุมมองของนักวิชาการเป็นมุมที่รอบด้านและค่อนข้างจะอิงกับภูมิหลัง

 แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ บรรหารย่อมอยู่ในฐานะ "ผู้ใหญ่" ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องให้ความเกรงอกเกรงใจ และไม่อาจมองข้าม

 เพราะในความเป็นจริงแล้ว ท่าที และความเป็นไปของบรรหารนั้น ทักษิณเองก็รู้ดีด้วยเช่นกัน

 ถึงตรงนี้ก็น่าสนใจว่า ระเบิดเอ็ม 67 หากเป็นเครื่องข่มขวัญบรรหารแล้ว เหตุใดแกนนำรัฐบาลจึงไม่ได้รับเหมือนกับคนอื่นๆ

 ถึงจะชื่นชมในการออกมาครั้งนี้ของบรรหาร แต่ก็อดถามไม่ได้ว่า คงไม่ใช่เพราะเอ็ม 67 ใช่หรือไม่ ที่อยู่เบื้องหลังในการตัดสินใจให้สัมภาษณ์เปิดโปงทักษิณ แอบโทรมาขอความช่วยเหลือ ?

สมถวิล เทพสวัสดิ์