ข่าว

คลังเพิ่มเป้าจีดีพีลุ้นปีนี้โต4.5%ส่งออกฟื้นเร็ว-หวั่นการเมืองยื้อฉุดเหลือ 2.7%

คลังเพิ่มเป้าจีดีพีลุ้นปีนี้โต4.5%ส่งออกฟื้นเร็ว-หวั่นการเมืองยื้อฉุดเหลือ 2.7%

30 มี.ค. 2553

คลังปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ มองแนวโน้มดีขยายตัวเพิ่มจาก 3.5% เป็น 4.5% เหตุการส่งออกดีเกินคาดเป็นหัวหอกนำเศรษฐกิจฟื้น พร้อมได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายที่ฟื้นตัวชัดเจน แต่ยังหวั่นหากการเมืองยืดเยื้อถึงไตรมาส 4 ฉุดเศรษฐกิจดิ่งหัวลงเหลือขยายตัวแค่ 2.7%

 นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2553 โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 4.5 % มีช่วงคาดการณ์ที่ 4-5% ซึ่งเพิ่มจากที่เคยประเมินเมื่อเดือนธันวาคม 2552 ที่อัตราการการขยายตัว 3.5% เนื่องจากการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะคู่ค้าใหม่ในเอเชียส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการของไทยขยายตัวมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัวถึง 23.1% ซึ่งทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ 18% ส่วนการนำเข้ามีการขยายตัวถึง 31.9% เนื่องจากเริ่มมีการลงทุนและผลิตสินค้ามากขึ้น

 นอกจากนี้ยังป็นผลมาจากการบริโภคและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทั้งจากรายได้ของเกษตรกรที่สูงขึ้นจากราคาผลผลิตและจากการจ้างงานที่ดีขึ้น โดยทั้งปีคาดว่าการบริโภคจะขยายตัวเป็นบวก 4.3% และการลงทุนจะขยายตัว 8.2% จากที่เคยติดลบปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแต่การว่างงานเท่าเดิมที่ 1.3%

 “การประมาณการเศรษฐกิจใหม่นี้ได้คำนึงถึงผลกระทบของปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดและการเมืองที่ไม่ยืดเยื้อไว้แล้ว หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาทั้ง 2 ส่วนได้เร็ว และสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการไทยเข้มเข็งได้ไม่ต่ำกว่า 80% โอกาสที่จีดีพีจะขยายตัวถึง 5% ก็เป็นไปได้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นห่วงว่าการส่งออกของไทยอาจชะลอตัวลง จากการนำเข้าของจีนที่มีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่อง และจากความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มยุโรป” นายสาธิต กล่าวและว่าการขยายตัวในระดับ 4.5% ถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้าข่ายกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้วแต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยการเมืองที่จะเป็นแรงกดดันภาวะเศรษฐกิจ

 อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงจากการชุมนุมหรือปัญหาการเมืองไว้ หากยืดเยื้อถึงไตรมาส 2 ก็จะกระทบการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อจีดีพีปีนี้ให้ลดลงเหลือเพียง 4.3% หากยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 จะกระทบการท่องเที่ยวหนักขึ้นและกระทบการลงทุนตามมา ก็จะกระทบจีดีพีปรับลดลงเหลือ 4% แต่ถ้ายืดเยื้อถึงไตรมาส 4 และกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดรวมทั้งการส่งออก การลงทุน และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2554 เช่น กรณีปิดสนามบินหรือยุบสภาก็จะกระทบจีดีพีถึง 1.8% หรือมีอัตราการขยายตัวทั้งปีเพียง 2.7% เท่านั้น ซึ่งมองว่าสถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าจะไปถึงจุดนั้นเพราะรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมก็กำลังเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน