
จิตวิญญาณครูที่สาบสูญ
ผมเริ่มต้นเขียนหนังสือด้วยการเอาดินสอชนวนขีดเขียนลงไปบนกระดานชนวนสีดำมีขอบเป็นไม้ เขียนเสร็จเอาไปให้ครูตรวจแล้วก็เอาผ้ามาถูลบออกไปเพื่อเขียนใหม่ พอดินสอชนวนกุดสั้นเข้าก็ลอกเอากระดาษสีขาวสลับแดงที่หุ้มออก แล้วฝนปลายดินสอให้แหลม คราใดที่เขียนแล้วสีของตัวอั
เมื่อเข้ามาเรียนชั้นประถมที่กรุงเทพฯ ผมก็เริ่มต้นใช้สมุดเส้นเดี่ยวสมุดเส้นคู่เขียนด้วยดินสอดำมิตซูบิชิตราขวานทอง หรือไม่อย่างนั้นก็ใช้ดินสอตราแมลงปอ นานๆ ครั้งจึงจะกัดฟันใช้ดินสอยี่ห้อสเต็ดเลอร์ที่แพงกว่าทุกยี่ห้อสักทีหนึ่ง และจะถูกจำกัดให้ใช้ดินสอที่มีไส้อ่อนระดับ HB เท่านั้น จะไปใช้ไส้ที่อ่อนกว่า เช่น 2B ไม่ได้
เรียนถึงชั้นประถมปีที่ 5 ผมจึงรู้จักใช้ปากกาคอแร้งสำหรับเขียนภาษาอังกฤษ และใช้ปากกาเบอร์ 5 สำหรับเขียนภาษาไทย เขียนทีหนึ่งก็ใช้กระดาษซับสีชมพูมาซับป้องกันหมึกเลอะครั้งหนึ่ง หากเขียนผิดก็ต้องใช้น้ำยาลบหมึกที่มีกลิ่นคลอรีนฉุนเข้าจมูกมาแต้มลบ หมึกที่นิยมกันมากมีหลายยี่ห้อ เช่น ควิงก์ ขวดสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด, เกฮา น้ำหมึกสีฟ้าใส และ เพลลิแกน น้ำหมึกออกสีน้ำเงินสดใส
ขึ้นมัธยมต้นจึงมีโอกาสได้ใช้ปากกาหมึกซึมยี่ห้อไพล็อตกับเขาบ้าง กว่าจะได้ใช้ปากกาลูกลื่นยี่ห้อชไนเดอร์ และเปลี่ยนมาเป็น บิ๊ก ด้ามเหลืองเฟื่องจริงๆ ก็สอบผ่านมัธยมปลายไปแล้ว
นอกจากข้อจำกัดให้ใช้ดินสอและปากกาตามลำดับชั้นการเรียนแล้ว เด็กนักเรียนในยุคผมยังต้องเรียนวิชาคัดไทยคัดอังกฤษ ซึ่งเริ่มต้นจากการเขียนตามเส้นประในสมุดไปจนถึงเขียนด้วยมือตัวเอง ภาษาอังกฤษต้องมีน้ำหนักเส้นที่ต่างกัน เส้นที่ลากจากบนลงล่างสามารถกดให้น้ำหนักได้ แต่เส้นที่ลากจากข้างล่างขึ้นด้านบน ต้องยกให้น้ำหนักมือเบาจนเห็นความแตกต่างของเส้นที่เขียนได้
เมื่อผมเข้าไปเรียนวิชาครูที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ผมยังต้องเรียนวิชาคหกรรมศาสตร์ ที่บางคาบต้องเรียนการเย็บปักถักร้อยและการบริบาลทารก หัดจับตุ๊กตาอาบน้ำนุ่งผ้าอ้อมทำผ้าสามเหลี่ยม หัดเอาผ้าสอดใส่สะดึงแล้วปักด้วยด้ายหลากสี เล่นเอาไอ้โหดจอมบู๊อย่างผมออกลูกเซ่องงไปหมด จนถึงขั้นต้องเดินไปถามผู้อำนวยการประจำวิทยาลัยว่า จะให้ผมเรียนวิชาไร้สาระเหล่านี้ไปเพื่ออะไรกันแน่
คำตอบที่ผมได้รับจากอาจารย์ประสิทธิ์ สุนทโรทก ผู้อำนวยการวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ก็คือ วิชาต่างๆ ที่ผมก่นด่าว่ามาตั้งแต่คัดไทยคัดอังกฤษ และข้อจำกัดในการใช้ปากกาคอแร้งปากกาหมึกซึม จนถึงวิชาคหกรรมศาสตร์ที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตนั้น เป็นเพราะเขาต้องการให้เด็กๆ เริ่มฝึกสมาธิ ความอดทนและอดกลั้น ไม่ใจร้อนจนทำให้เสียการ
เพราะการเขียนด้วยปากกาคอแร้งนั้น หากรีบร้อนก็จะทำให้กระดาษทะลุเสียหายได้ หรือวิชาเย็บปักถักร้อยก็เช่นกัน ต้องใช้สมาธิและใจเย็น เติบใหญ่ไปจึงจะเป็นผู้ใหญ่เป็นครูที่มีความอดทนอดกลั้น
เสียดายที่บรรดานักวิชาการและผู้บริหารประจำกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ส่วนมากเป็นผู้ทรงความรู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ จึงไม่รับรู้ถึงเคล็ดลับที่ครูรุ่นเก่าทำเอาไว้กับตำราเรียนทั้งหลาย วิชาต่างๆ จึงถูกมองว่าเชยและล้าสมัย จนต้องถอดออกจากระบบการเรียนการสอนไป
เด็กและผู้ใหญ่ในปัจจุบันนี้จึงขาดสมาธิ มีความอดกลั้นอดทนต่อสิ่งต่างๆ น้อยลง บางเรื่องบางอย่างที่พอจะแก้ไขกันได้ เพียงแต่ต้องรอเวลาให้เป็นไปตามระเบียบก็ทนไม่ไหว ออกมาเต้นแร้งเต้นกากันข้างถนนจนดูว่าประเทศไทยไร้กฎระเบียบไปหมดแล้ว ดังนั้นหากต้องการแก้ไขปัญหาของสังคมจริงๆ คงต้องแก้ไขกันที่ตำราเรียนตั้งแต่ระดับประถมเป็นต้นมาจึงจะได้ผลครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



