ข่าว

พิษบ่างคางเหลี่ยม

พิษบ่างคางเหลี่ยม

30 มี.ค. 2553

การเจรจาระหว่างรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแกนนำคนเสื้อแดง 2 รอบที่ผ่านมา แม้จะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสม นั่งพูดคุยกันดีกว่าขนอาวุธมาฆ่ากัน หรือปล่อยให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่มีความพยายามหาทางออก ก็ดูเหมือนว่าเป็นการพายเรือในอ่าง เมื่อทั้งสองฝ่

 เริ่มต้นจากแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งบอกว่า “ความต้องการของพวกผม” คือการให้รัฐบาลยุบสภาในทันที และยืดออกไปเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในการเจรจาในช่วงท้ายของรอบแรก แสดงให้เห็นความแคบของกลุ่มผลประโยชน์

 “พวกผม” หรือ “แดงทั้งแผ่นดิน” จะมีมากน้อยเพียงใด ไม่มีใครรู้ แต่ที่เห็นๆ ก็คือไม่เกิน 1 แสนคน ซึ่งสลับหมุนเวียนกันมาชุมนุม และตระเวนไปตามจุดต่างๆ ตามแผนยกระดับความเข้มข้น กดดันให้รัฐบาลทำตามใจกฎหมู่

 และพวกที่มานั้น บอกได้เลยว่ามีการถูกจ้างวานมาด้วยเงินส่วนหนึ่ง จะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ หมายความว่าคนที่มาร่วมไม่ได้มาด้วยความเต็มใจ

 นอกจากแจกเงิน มีอัตราค่าหัวสำหรับบุคคล กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และเครือข่ายอื่นๆ ยังมีความกดดันอื่นๆ ก่อการร้ายเพิ่มแรงกดดัน

 “พวกผม” ที่แกนนำคนเสื้อแดงเรียกตัวเองในการเจรจา ไม่ได้คำนึงถึงคนกลุ่มอื่นในสังคม ซึ่งมีผลประโยชน์ในแผ่นดินร่วมกัน เพราะ 3 คนตัวแทนเจรจาก็คือ 3 เสียง ไม่ได้มีมากกว่า 3 เสียงซึ่งนั่งฝั่งตรงกันข้าม

 แต่ละเสียงคือสิทธิที่มีอยู่ และตัดสินใจได้ ส่วนหนึ่งคิดเอง ทำเอง แต่ส่วนหนึ่งถูกจูงใจให้คิดและกระทำด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญคือ “เงิน”

 การที่ “พวกผม” คือคนเสื้อแดง เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 15 วันนั้น ต้องถามว่ามีใครได้ประโยชน์อะไร แก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ หรือหยุดความขัดแย้ง ความรุนแรงซึ่งเกิดจากกฎหมู่ได้หรือไม่ ขณะที่กติกาเดิมยังไม่ถูกแก้ไข

 รัฐบาลมีความชอบธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ให้อยู่บริหารบ้านเมืองจนถึงเกือบสิ้นปีหน้า และมีเวลารักษาการอีก 2 เดือน

 ถ้ายุบสภา แล้วพรรคประชาธิปัตย์ชิงการตั้งรัฐบาลได้ แล้วดันมี “ไอ้เบื๊อก” มีเงินมาก จัดตั้งม็อบมาเรียกร้องว่า “พวกผม” ต้องการให้ยุบสภาอีก

 จะมีใครรับประกันว่าการกดดันนอกสภาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น และ “บ่างคางเหลี่ยม” จะเลิกบทบาทยุให้รำตำให้รั่ว ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนไทยแล้ว

 เห็นคำพูดแบบเอาแต่ได้ของ “บ่างคางเหลี่ยม” จากแดนไกล ถูกโรคร้ายคุกคามจนสติใกล้แตก ธาตุไฟใกล้มอดแล้ว ก็รู้เช่นเห็นชาติมากกว่าเดิม

 “บ่างคางเหลี่ยม” นั้นเป็นต้นตอของปัญหาทั้งมวล เพราะความโลภ นิสัยขี้โกง ขี้ฉ้อ ไม่เล่นตามเกม และเอาเปรียบคนอื่นมาโดยพฤติการณ์ชัดเจน

 ดังนั้น ต่อให้แกนนำ หรือ “พวกผม” นั่งเจรจาเปลืองน้ำ เปลืองไฟนานแค่ไหน ยืนยันให้ยุบสภาโดยไร้เหตุผลสนับสนุน ภายใต้คำบงการของ “บ่างคางเหลี่ยม” แล้ว ยากที่จะตกลงกันได้โดยประชาชนได้ประโยชน์นิ! อิอิอิ!!!