
ระดมสมองพัฒนาโลจิสติกส์แหลมฉบัง-เวียงจันทน์
สนข.จัดสัมมนาต้นแบบการพัฒนาระบบการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-หนองคาย-เวียงจันทน์ หวังหายุทธศาสตร์การค้า การลงทุน เพื่อบูรณาการการพัฒนาในเส้นทางอื่น
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 29 มีนาคม ที่ห้องประชุมโรงแรมเซนทารา อ.เมืองอุดรธานี สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ได้จัดการสัมมนาต้นแบบในการบูรณาการทรัพยากรบุคคลของกระทรวงคมนาคม เพื่อการวิจัยและพัฒนา ในด้านการบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ในเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-หนองคาย-กรุงเวียงจันทน์ โดยมีตัวแทนจากส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน ประกอบด้วย หอการค้า ผู้ประกอบการขนส่งในพื้นที่ เพื่อเป็นการระคมสมอง ความคิดเห็นต่างๆ ในการพัฒนาการขนส่งหรือโลจิสติกส์ ของเส้นทางดังกล่าวเพื่อการค้าและการขนส่ง และเพื่อนำเอาไปบูรณาการพัฒนาในเส้นทางอื่นๆ ของประเทศต่อไป
นายจุฬา สุขมานพ รอง ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาการพัฒนาระบบการขนส่งหรือ ระบบโลจิสติกส์ ในเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-หนองคาย-เวียงจันทน์ เคยมีหลายหน่วยงานเคยมีการศึกษาวิจัยการพัฒนาโลจิสติกส์ในเส้นทางดังกล่าวว่า สมควรที่จะมียุทธศาสตร์ ความเป็นไปได้ไปในทางใด ซึ่งทาง สนง.นโยบายฯได้มาจับการศึกษาวิจัยต่อยอดจากโครงการเดิมที่เคยมีมาแล้ว ในรูปแบบของการบูรณาการ
“ส่วนที่เลือกจังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่การจัดการสัมมนา เพื่อให้เป็นการต่อเนื่องจากการจัดสัมมนาที่กรุงเทพฯ ในส่วนของเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-ท่าเรือกรุงเทพฯ มาแล้ว และถือว่าอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ได้มีการกำหนดเอาไว้ให้เป็นศูนย์กลางในด้านการลงทุน การค้า และการบริการ ของภาคอีสานตอนบน และกลุ่มประเทศอินโดจีน และยังเป็นเมืองหน้าด่านของภูมิภาคนี้ ที่มีกิจกรรมที่สำคัญๆ หลายด้าน เช่น เป็นแหล่งกระจายสินค้าของไทยเข้าไปยัง สปป.ลาว และจีนตอนใต้”
นายจุฬา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเป็นการระดมสมองและความคิดเห็นต่างๆ ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในเส้นทางนี้แบบบูรณาการ เพื่อที่จะได้นำเอาไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาในเส้นทางอื่นๆ เข่น เส้นทางภาคเหนือ-เชียงราย เชื่อมต่อไปยังเส้นทาง R3 ไปยังจีนตอนใต้ หรือเส้นทางภาคอีสานที่จะไปยังมุกดาหาร เชื่อมต่อไปยังเส้นทาง R9 ไปยังประเทศเวียดนาม
ด้านนายปณต บุญยะโหตระ ผอ.สำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของกรอบเศรษฐกิจต่างๆ หลายกรอบ ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของโลจิสติกส์ และจากการที่มีการผลักดันใช้ยุทธศาสตร์ 5 ประตู ทำให้ต้องมีการพัฒนาระบบเส้นทางโลจิสติกส์ในประเทศ และเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การก่อสร้างสะพานระหว่างแม่สอด-พม่า การก่อสร้างสะพานข้ามโขงที่เชียงของ-ห้วยทราย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบขอส่งของ 11 จังหวัดที่ติดกับแม่น้ำโขงกับ 9 แขวงของ สปป.ลาว ที่มีการเจรจาเพื่อให้ สปป.ลาว เป็นแลนด์ลิ้งในอนาคต เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทาง R3 ที่จะไปจีนตอนใต้ และ R9 ที่ไปยังประเทศเวียดนาม
“สปป.ลาว แม้จะมีประชากรเพียง 6 ล้านคนเศษ แต่ก็เป็นตลาดสินค้าที่สำคัญของไทย ส่วนลาวเองก็เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของไทยทั้งในด้านอุตสาหกรรม และการเกษตร และที่ผ่านมาลาวใช้เส้นทางจากเวียงจันทน์-หนองคาย-ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นเส้นทางการระบายสินค้าส่งออกของลาว แต่ในขณะเดียวกันขณะนี้ก็ได้หันไปให้ความสำคัญในเส้นทาง R-9 ออกไปเวียดนาม จึงเป็นเรื่องที่ไทยจะต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาขนส่งเชื่อมโยงไทย-ลาว ให้มากขึ้น”
นายสุรชัย ทวีแสงสกุลไทย เลขาธิการหอการค้ากลุ่มอีสานตอนบน 6.1 กล่าวว่า ปัญหาการเติบโตของระบบโลจิสติกส์ของไทยยังไม่มีเท่าที่ควร เพราะผู้ประกอบการระบบโลจิสติกส์ ดำเนินการกันด้วยกำลังของตนเอง รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมระบบโลจิสติกส์แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากการที่สถาบันการเงินไม่มีนโยบายการให้เงินกู้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์เลย ในขณะที่กิจการอย่างอื่นโดยเฉพาะกิจการการบริการและการท่องเที่ยว ได้รับการส่งเสริมอย่างดี
"นอกจากนี้แล้วปัญหาของกฎระเบียบของแต่ประเทศในกลุ่มอินโดจีนก็มีความแตกต่างจากของประเทศไทย ฉะนั้นหากเป็นไปได้น่าที่จะมีการเจรจาแก้ไขปัญหากันในรูปแบบหลายๆประเทศรวมกัน แต่ที่ผ่านมานั้นมักที่จะเป็นการเจราจากันแบบทวิภาคี" นายสุรชัย กล่าว



