ข่าว

นักวิชาการแนะแก้รธน.ทางออกการเมือง

นักวิชาการแนะแก้รธน.ทางออกการเมือง

29 มี.ค. 2553

นักวิชาการร่วมวงสับ รัฐธรรมนูญ 50 แนะทางออกปัญหาการเมือง ต้องแก้ รธน. และปรับกลไกเชิงโครงสร้างรองรับคนกลุ่มใหม่ของสังคม

 วันที่ 29 มี.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราดวงตะวัน จ.เชียงใหม่ คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความเห็น ในประเด็นการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ : การแสวงหาทางออกการเมืองไทย โดยมีนักวิชาการ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ  และกฏหมาย จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วม

 ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  แสดงความเห็นในทางสังคมวิทยาว่า  ปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นปัญหาเชิง โครงสร้างที่มาจากความแตกต่างของผู้คนในสังคมอย่างมหาศาล ความแตกต่างของผู้คน ในปัจจุบันมีอยู่มากมาย เช่น ความเหลื่อมล้ำที่ประชากรร้อยละ 20 ของประเทศ ถือครอง ทรัพย์สินในทางเศรษฐกิจของประเทศกว่าร้อยละ 60 ขณะที่ ประชาชนระดับล่างที่มีอยู่ ร้อยละ 20 ถือครองทรัพย์สินเพียงร้อยละ 1 ขณะเดียวกันตลอดช่วงระยะ 30 ปีที่ผ่านมา  ประเทศไทยผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากโลกาภิวัฒน์มากมาย แต่กลไกกลับตามไม่ ทันการเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถปรับตัวได้เพราะติดอยู่ในกรอบคิดแบบเดิม จนนำไปสู่ ทางตันในการแก้ปัญหาทางการเมือง

 ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นทางสังคมในขณะนี้สรุปได้เป็น 3 ปัญหา คือ ปัญหาค่าเช่า ทางสังคมสูง เนื่องจากเราใช้ระบบทุนนิยมเพียงด้านเดียวคือด้านฟรีหรืออิสระ แต่ในด้าน แฟร์ หรือ การตรวจสอบถ่วงดุลยังไม่มี , การปล่อยให้มีความเสี่ยงทางสังคมสูงเกินไป และ  ปัญหาการสูญเสียความเป็นคนสูง หมายถึงขณะนี้กลุ่มคนบางกลุ่มที่เกิดจากความเปลี่ยน แปลงทางสังคม แต่ในการแก้ปัญหาของฝ่ายบริหารกลับมองเห็นเพียงกลุ่มคนที่มองเห็น

 ดร.อานันท์ ระบุว่า การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นการแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงจะต้องมีการปรับปรุงกลไกเชิงสถาบัน ต้องปรับ เปลี่ยนกลไกในเชิงโครงสร้าง ต้องปรับให้มีพื้นที่ทางสังคมให้มีพื้นที่การแสดงออกถึงความ คิดเห็นที่แตกต่าง  รวมทั้งต้องมีกลไกเชิงซ้อน โดยมีองค์กรนอกเหนือจากองค์กรทาง กฏหมายเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นไปพร้อมกัน

 รศ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   กล่าวว่า ปัญหาของสังคมไทยที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน การขยายตัวของสังคมวันนี้ทำให้ เกิดคนกลุ่มใหม่ ขณะที่รัฐกลับมองไม่เห็นคนกลุ่มนี้จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้น  เราต้องร่วมกันสร้างสังคมในอุดมคติบนฐานความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย  ทุกวันนี้การพูดถึงการสร้างรัฐสวัสดิการขึ้นมาลอย ๆ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก รัฐมนตรีเป็นเรื่องเหลวไหล ดังนั้นการสร้างรัฐธรรมนูญในอุดมคติควรต้องมีการปรับให้ลด ช่องว่างระหว่างชนชั้นให้มากขึ้น

 ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึง  การเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับแกนนำ นปช. ในประเด็นการยุบพรรค ว่าเห็นด้วยที่จะ มีการปรับแก้  เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการยุบพรรค นักการเมืองในพรรคก็ไปตั้งพรรคใหม่  ส่วนผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ไปตั้งตัวแทนรุ่นสามรุ่นสี่มาแทน พวกนี้แม้จะเก่งแต่ในแง่ของศัก กยภาพในการผลักกันนโยบายคนรุ่นนี้ยังมีโอกาสน้อย ทั้งนี้ควรมีการปรับแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อมาตรการดำเนินการกับนักการเมืองผู้ที่กระทำความผิดมากกว่า 

 ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต พยายามเขียน 50 เพื่อแก้เหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีบางประเด็นเช่น มาตรา  190 มีขจึ้นเพื่อควบคุมนักการเมืองไม่ให้มีผลประโยชน์แฝงเร้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะรอบรู้และเปิดช่องให้แก้ไขตลอดเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดของเวลา ขบวนการแก้เกิดขึ้นได้แต่ต้องรู้แก่ใจว่าหากแก้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของนักการเมือง ประชาชนจะไม่ยอมรับ นี่คือจุดสำคัญนำไปสู่ปัญหาของบ้านเมืองในสองสามปีที่ผ่านมา

 ขณะที่ นายผัน จันทรปาน อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี  40 ต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่รัฐธรรมนูญปี 50 ต้องการรัฐบาลที่อ่อนแอ แม้ว่ารัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับจะมีสาระสำคัญก็พอพอกัน แต่ที่น่าแปลกใจที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ประเทศไทยเคยมีมา ไม่เคยมีประชาชนต่อต้านมากถึงขนาดนี้ จึงเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 50 มีปัญหา และควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นตามความเห็นของคณะกรรมการสมานฉันท์

ไกรศักดิ์หนุนปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่จี้รบ.แก้4ปม

 นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า นอกจากการเจรจาแล้วควรมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ไปพร้อมกันเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และกฎหมาย ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าของสังคมในเรื่องความเท่าเทียม ความยุติธรรม และการบริหารที่มีธรรมาภิบาล

 อย่างไรก็ดี ต้องระวังว่า ทุกครั้งที่มีการปฏิรูป นักการเมืองมักจะสามารถมาตะล่อมจนควบคุมการปฏิรูปได้ โจทย์ที่ต้องการแก้ไขจึงบิดเบือนไปโดยใช้อิทธิพลเข้าแทรกแซง ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ชุมนุมพูดถึงเรื่องความไม่เป็นธรรม ถ้าการชุมนุมเริ่มต้นด้วยประเด็นทางสังคมแล้วเรียบเรียงอย่างเป็นรูปธรรมโดยผู้ชุมนุม ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก แต่เมื่อเริ่มต้นด้วยประเด็นเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อมาเป็นเรื่องสงครามชนชั้น จนมาเป็นเรื่องยุบสภาทำให้ในการสนับสนุนจากผู้คนเริ่มมีความสงสัย เช่น กลุ่มผู้นำเกษตรชาวนา ก็เริ่มพูดแล้วว่า แกนนำไม่ชัดเจนในเรื่องที่จะแก้ปัญหา ไม่มีประเด็นว่า จะแก้ตรงไหนอย่างไร กติกาตรงไหน มีแต่บอกว่า จะแก้รัฐธรรมนูญแต่ก็ไม่บอกว่า จะแก้ตรงไหนอย่างไรให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น
 
 นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลควรเดินหน้าเร่งด่วน ได้แก่ 1.กระบวนการยุติธรรมซึ่งชาวบ้านไม่มีพื้นที่ในการปกป้องตัวเองโดยการใช้กระบวนการยุติธรรมเลย ตนไปเหนือยันใต้พบว่า ชาวไร่ชาวนาที่เคยทำกินในที่ดินนั้นมาหลายชั่วคน วันดีคืนดีก็โดนนายทุนมาประกาศเป็นที่ของตนเอง ชาวบ้านไม่มีกลไกอะไรช่วย 2.การไม่มีที่ทำกิน ซึ่งรัฐบาลยังขยับช้าอยู่ ฝ่ายราชการยังอืดไม่ร่วมมือแถมยังรักษาอำนาจของตนเองอย่างเหนียวแน่น แต่หลายเรื่องรัฐบาลก็เดินหน้าทำแล้ว เช่น ชดเชยประชาชนจากการที่รัฐในอดีตได้เข้าไปลิดรอนที่ทำกินจากการสร้างเขื่อน หรือกรณีมาบตาพุดก็เป็นรัฐบาลแรกซึ่งออกมาจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หมักหมมยาวนาน 3.การปฏิรูประบบภาษี เช่น ภาษีที่ดินที่ยังเดินช้าอยู่ ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องผลักดันให้สำเร็จได้แล้ว 4.การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในเรื่องนโยบายและการตรวจสอบการบริหาร ซึ่งทั้งหมดเป็นโจทย์ใหญ่ๆที่รัฐบาลผลักดันอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะไม่เช่นนั้น ไม่ว่าการเจรจาจะมีผลออกมาอย่างไร ปัญหาที่แท้จริงก็จะยังไม่ได้แก้และซุกๆใต้พรมอยู่