
วิปรัฐบาลชูเงื่อนไขยุบสภาหลังแก้รธน.
วอร์รูมวิปพรรคร่วมรัฐบาล ประเมินรัฐเจรจาแดงถูกต้อง สร้างความงามในระบอบ ปชต. ย้ำหากยุบสภาต้องให้เวลาแก้ไข 2 ประการลุล่วง หวั่นซ้ำรอย 19 ก.ย. 49 ยันข้อเรียกร้องนปช.คงไม่ได้ครบทุกข้อ
(29มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมวอร์รูมวิปพรรคร่วมรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อประเมินสถานการณ์ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เปิดการเจรจากับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สถาบันพระปกเกล้า เมื่อวานนี้
นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า วันนี้ ( 29 มี.ค.) ได้เชิญตัวแทนแต่ละพรรคเข้าร่วมหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยกำหนดว่าจะมีการประชุมกันเป็นระยะๆ รวมทั้งหารือถึงสภาพสถานการณ์ปัจจุบัน โดยประเมินจากทุกคนที่ติดตามการหารือระหว่างทางรัฐบาลและแกนนำ กลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งวิปรัฐบาลทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องว่า รัฐบาลได้กำหนดวิธีการถูกต้อง เหมาะสม และเป็นความสง่างามของระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน มีโอกาสพบกับผู้นำรัฐบาลโดยตรง
นายวิทยา กล่าวว่า แม้เวลาในการหารือจะยืดยาว 3 ชม. แต่อย่างน้อยก็ได้สะท้อนภาพความรู้สึกอารมณ์ของประชาชนโดยทั่วไป ว่ารู้สึกคลี่คลายไปในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดความหวังว่าน่าจะเดินไปสู่เป้าหมายการหาข้อยุติร่วมกันได้ และวิปรัฐบาลเห็นว่าแนวทางที่นายกฯเสนอเป็นแนวทางเหมาะสม สอดคล้อง หากจะมีการยุบสภาจะต้องมีช่วงระยะเวลาหนึ่งในการแก้ไขปัญหา 2 ประการ ให้ลุล่วงไป ในระดับที่สามารถรับกันได้
นายวิทยา กล่าวว่า ปัญหาแรกที่ต้องจัดการคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทุกพรรคยังค้างคาใจ ว่าควรจะกลับมาปัดฝุ่นแนวทางที่เคยตั้งไว้ กับคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นที่ยุติ และ ประการที่สอง หากทุกอย่างยุติแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรถอยกลับที่ตั้ง เพื่อให้เกิดบรรยากาศความสมานฉันท์ และเตรียมความพร้อมว่าทุกคนจะเดินเข้าสนามเลือกตั้ง อย่างปลอดภัย เพื่อเป็นแนวทางแสวงหาทางออกให้บ้านเมือง และไม่ควรซ้ำรอยการเลือกตั้ง ปี 2548 ซึ่ง สุดท้ายการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่สารมรถยุติได้ เมื่อการเลือกตั้งภายใต้กรอบกติกาที่อีกฝ่ายไม่มั่นใจ และเป็นบทสรุปจากการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 49 ซึ่งไม่อยากเห็นการเลือกตั้งเพื่อรอการปฏิวัติใหม่ เพราะฉะนั้น สังคมควรจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในการผ่านระยะเวลาเตรียมความพร้อม
“พรุ่งนี้วิปจะมีการประชุมตามปกติที่รัฐสภา ในการกำหนดวาระการประชุมในวันพุธและพฤหัสบดี และจะมีวาระการประชุมปกติ และอยากเรียกร้องเชิญชวนให้ส.ส.ฝ่ายค้านทุกท่าน เข้าร่วมการประชุม เพราะในวันพุธจะมีการประชุมพิจารณาพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยพะเยา ฝ่ายค้านเองก็เป็นคนผลักดัน พยายามเลื่อนขยับกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาจนผ่านวาระ 1 แล้ว ขณะนี้ คณะกรรมาธิการฯพิจารณาเสร็จแล้ว ก็จะกลับเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ซึ่ง อยากให้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมพิจารณาอย่างพร้อมเพรียงกัน จะทำให้บรรยากาศภายในสภาเดินได้ ส่วนบรรยากาศการเจรจา เพื่อสมาชิกรัฐสภา ก็มาใช้เวทีสภาเหมือนเดิม คนที่ชุมนุมกันก็จะมาคุยกับรัฐบาลอีกทางหนึ่ง บรรยากาศต่างๆจะได้คลี่คลาย และผมคิดว่าที่ดีที่สุดคือ ประชาชนทั่วไปจะได้มีความสุข เพราะใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์ คนเครียดมาพอแล้ว เมื่อเริ่มต้นด้วยดี บรรยากาศบ้านเมืองก็จะดีขึ้น ”นายวิทยา กล่าว
เมื่อ ถามว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดระยะเวลาหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า เราได้เริ่มทำพอสมควร ถึงขั้นไปหานายกฯว่าจะมีการทำประชามติ แต่มาพลิกกลับเพราะโทรศัพท์ทางไกลสายเดียว เราก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ตรงจุดนั้น เพราะส.ส.ฝ่ายค้านเห็นด้วยมาโดยตลอด จนมาถึงวันสุดท้าย
เมื่อถามตอว่า ได้มีการหารือกับฝ่ายค้านแล้วหรือยัง ประธานวิป กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือ เพราะตนคิดว่าฝ่ายค้านร่วมเวทีชุมนุม ก็คงหารือผ่านไปยังรัฐบาลทีเดียว แต่ถ้ากลับมาสภาเมื่อไรก็จะเริ่มหารือ
เมื่อถามว่า แต่แนวของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังเหมือนเดิมที่ต้องการจะใช้รัฐธรรมนูญปี 40 หรือยุบสภา นายวิทยา กล่าวว่า เราได้มองเรื่องดังกล่าว โดยข้อเรียกร้องการเจรจาไม่มีใครได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนต้องยอมรับบนพื้นฐานความจริง เพราะถ้าเรียกร้องได้เท่าไรก็ถือเป็นการข่มขู่ ไม่ใช่การเจรจา
เมื่อ ถามต่อว่า หากเวทีสองฝ่ายยังคงดำเนินไปด้วยดีจำเป็นต้องดึงเข้ามาในสภาหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ทางวุฒิสภาได้มีการยื่นไว้แล้ว คือการขอเปิดการอภิปรายทั่วไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และประธานวุฒิสภาก็ได้เสนอวันกับรัฐบาลไปในวันที่ 5 เม.ย. เพียงแต่รอคำตอบจากรัฐบาลว่าพร้อมหรือไม่ หากฝ่ายค้านอยู่นอกสภา ก็ต้องปล่อยให้วุฒิสภาว่ากันไปฝ่ายเดียว แต่หากกลับมาทำงานร่วมกัน ก็อาจจะเสนอไปยังนายกฯ เพื่อขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ส่วนการประชุมในวันที่ 1 เม.ย. เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา เพราะเชื่อในคำมั่นของแกนนำคนเสื้อแดงจะไม่ทำ แม้การเจรจากับนายกรัฐมนตรีได้ผลออกมาอย่างไร และนำมาปราศรัยบนเวที ก็ต้องเชื่อ แต่ต้องรับผิดชอบในข้อเรียกร้อง



