
เสื้อแดงขู่กดดันจนกว่า"อภิสิทธิ์"ยุบสภา
แกนนำนปช.ขู่เคลื่อนไหวใหญ่กดดันจนกว่านายกฯจะยอมรับ ขู่เคลื่อนไหวใหญ่กดดันกว่านายกฯรับข้อเรียกร้อง ขณะที่คนเสื้อแดงเริ่มทยอยเดินทางกลับต่างจังหวัด สันติบาลประเมินยอดเหลือ 8,000 คน
(29มี.ค.) ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ กลุ่มคนเสื้อแดงนับพันคนยังปักหลักชุมนุมอยู่บน ถ.ราชดำเนินตั้งแต่สนามหลวงจนถึงแยกมิสกวันเพื่อรอติดตามผลการเจรจารอบสองระหว่างแกนนำ นปช.กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในช่วงเย็นวันนี้ ( 29 มี.ค.) สำหรับคนเสื้อแดงที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดหลายจังหวัดได้เริ่มทยอยเดินทางกลับด้วยความผิดหวังจากผลการเจรจานัดแรกระหว่างแกนนำนปช.และรัฐบาล ทั้งนี้เจ้าหน้าตำรวจสันติบาลซึ่งเกาะติดสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด รายงานว่า มียอดผู้ชุมนุมเหลือเพียง 8,000 คน ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันของวันที่ 27-28 มี.ค. มีผู้ชุมนุมมากถึง 70,000 และ 22,000 คน ตามลำดับ
เมื่อเวลา 09.00 น. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำและหัวหน้าหน่วยสันติวิธี นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัยชี้แจงกลุ่มผู้ชุมนุม ว่า การเจรจาระหว่าง แกนนำนปช. และ รัฐบาล ที่นำโดย นายอภิสิทธิ์ยังไม่มีความคืบหน้าและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆร่วมกันได้ การเจรจาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการยื่นข้อเรียกร้องของ นปช. ต่อ รัฐบาล เท่านั้น แต่นายอภิสิทธิ์พยายามหลีกเลี่ยงตลอดเวลา คนเสื้อแดงยังคงยืนยันจุดยืนเดิม ว่า รัฐบาลต้องยุบสภาฯภายใน 15 วัน โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา ทั้งนี้ตนขอเตือนไปยังรัฐบาลว่า ไม่ควรใช้เวทีเจรจาโจมตีกลุ่มนปช. เพราะจะส่งผลลบต่อรัฐบาลเอง
จากนั้นเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมว่า แม้ผลการเจรจาระหว่าง นปช.กับนายอภิสิทธิ์จะยังไม่มีข้อสรุป แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่ได้ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องด้วยกันแนวทางสันติวิธี จนเกิดแนวร่วมในกทม.มากมาย และทำให้มีเวทีการเจรจาเกิดขึ้น ทั้งนี้นปช.ยังยืนยันในข้อเรียกร้องเดิมคือ ให้นายกฯประกาศยุบสภาฯ ส่วนจะยุบสภาฯภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ตามที่มีหลายฝ่ายเสนอ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี นั้นค่อยมาเจรจากันอีกที แต่ไม่ใช่ภายใน 2 ปีอย่างที่นายอภิสิทธิ์ระบุ
“ตลอดการชุมนุมใหญ่ 2 วันที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสต้อนรับผู้ที่มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ ที่ถูกจ้างมาจากนักการเมืองใหญ่ฝ่ายรัฐบาล และได้ควบคุมตัวชายฉกรรจ์ที่พยายามจะเข้ามาสร้างความวุ่นวาย และไม่ปลอดภัยให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้จำนวน 10 คน ซึ่งก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย จึงอยากบอกไปยังผู้จ้างวานว่า พื้นที่นี้เป็นที่ของการชุมนุมอย่างสันติ ซึ่งไม่ใช้พื้นที่ที่จะมาใช้อำนาจบาทใหญ่ ถ้าอยากให้สบายใจผู้จ้างวานก็ควรจะมาเอง ” นายณัฐวุฒิกล่าว
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ รองประธาน นปช. กล่าวว่า สำหรับเงื่อนไขกรอบเวลาที่ทุกฝ่ายเสนอให้ยุบสภาฯนั้น ทางนปช.พร้อมรับฟังข้อเสนอทุกแนวทาง แต่เชื่อว่าข้อเสนอที่นปช.ยื่นให้นายกฯ ด้วยระยะเวลา 2 สัปดาห์นั้น ถือว่าเพียงพอ เพราะรัฐบาลยังสามารถทำหน้าที่รักษาการได้อีก 45 วัน รวมระยะเวลาทั้งหมดแล้วก็คือ 2 เดือนถือว่ามีเวลามากพอ นายอภิสิทธิ์อยู่มาถึง 1 ปี ก็ถือว่าได้ลาภมากพออยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากนายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจไม่ยุบสภาฯ เวลา กลุ่มนปช.ก็ยังมีเวลาอีกมากในการเคลื่อนไหวกว่าจะถึงวันสงกรานต์ โดยทางกลุ่มนปช.ยังมีสถานที่อีกหลายที่ที่จะเคลื่อนพลไปเยี่ยมเยือน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากการทำคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ล่าช้า รวมทั้งกรมทหารราบที่ 11 ก็ไปได้อีกหลายรอบ รวมทั้งจะยกระดับการชุมนุมจนกว่านายกฯจะยุบสภา
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ทางออกของบ้านเมืองคือการยุบสภา เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มการเมือง คือ กลุ่มสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย กลุ่มสีเหลืองจากพรรคการเมืองใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงกลุ่มเสื้อแดงจากพรรคเพื่อไทย ตนเสนอให้ทุกฝ่ายมาร่วมลงสัตยาบรรณเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน และเคารพผลการตัดสินใจของประชาชน โดยเสนอให้นายโคทม อารียา ผอ.สันติวิธี และนักวิชาการ มาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากที่ลงนามร่วมกันเรียบร้อยแล้วนั้น เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ จะชนะการเลือกตั้ง 280 เสียง จะเป็นคะแนนเสียงว่าแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ไม่ต้องมากล่าวอ้างว่าจะแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา เมื่อผลออกมาอย่างไรนั้นทางกลุ่มนปช.ก็จะยอบรับ และขอให้ทุกฝ่ายยุติการเคลื่อนไหว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะให้ทหารร่วมลงสัตยาบรรณยุติความขัดแย้งด้วยหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า ตำแหน่งผบ.ทบ.ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายการเมือง ในส่วนของพล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา รองผบ.ทบ.คิดว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็จะไม่ได้รับตำแหน่งนั้น แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ ฆ่าประชาชน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นผบ.ทบ. เป็นได้แค่เพียงนักโทษประหารมือเปื้อนเลือด ดังนั้นทางกองทัพควรทำหน้าที่ของตนเอง แต่หากจะเข้าร่วมลงสัตยาบรรณเพื่อยุติความขัดแย้งก็สามารถมาร่วมได้
ส่วนกรณีที่มีเหตุระเบิดใกล้บ้านพักนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น นายจตุพร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายบรรหารไม่เคยออกมาพูดอะไรเลย แต่เมื่อมีเสียงระเบิดนายบรรหารก็ออกมากล่าวว่าต้องยุบสภาฯก่อนสิ้นปีนี้ เนื่องจากบรรหารมีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนมองว่าเสียงระเบิดดังกล่าว เปรียบเสมือนเป็นรหัสอำมหิต รวมทั้งกรณีที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ได้พยายามยื้อเวลาที่จะไม่แก้ เพราะเสียงส่วนมากอยู่ที่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ ทำให้นายสมศักดิ์ต้องออกมาเปรยว่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ดังนั้นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐบาลชุดนี้จึงเป็นไปไม่ได้ และขอให้นายบรรหารต้องทำใจให้เข้มแข็ง ถึงแม้จะได้เสียงระเบิดจากฝ่ายตรงข้าม แต่จะได้ใจจากประชาชน



