
อาเซียนหนุน"รัฐ-เสื้อแดง"ตั้งโต๊ะเจรจา
"สุรินทร์"ชี้ รัฐบาลตั้งโต๊ะเจรจาเสื้อแดงเป็นทางออกที่ถูกต้อง ย้ำไอพียูจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ระบุอาเซียนจะคอยจับตา ด้านเทพไทแนะ "ทักษิณ"หยุดป่วนวงเจรจา ออกปากชม"วีระเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ
(29มี.ค.) ที่โรงแรมเซนทารา นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทย ว่า ห่วงการเมืองไทย แต่เชื่อว่าเรื่องนี้คงไม่ต้องใช้เวทีไอพียูหรือเวทีอาเซียนในการหารือ เพราะถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในประเทศประเทศไทยที่ต้องตกลงกันให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นทั้งจุดบกพร่องต่างๆที่เป็นกติกา รวมถึงประเด็นขัดแย้งขณะนี้
ดังนั้นการที่รัฐบาลเปิดให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะการเจรจาควรทำอย่างโปร่งใสให้ประชาชนรับทราบว่ามีการพูดคุยอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามปัญหาการเมืองเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และอาเซียนก็เป็นห่วงและจับตาตูว่าประเทศไทยจะสามารถจัดการปัญหาภายในได้หรือไม่
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำแนวร่วมประชาธิไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า ถือเป็นว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์และเป็นที่สนใจของประชาชนทุกคน คิดว่าคนส่วนใหญทั้งประเทศเอาใจช่วย อยากให้การเจราจาประสบความสำเร็จ แต่ว่าถ้าดูจากรูปการณ์การเจรจาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ในฝ่ายเสื้อแดงต้องขอชื่นชมนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. ซึ่อถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ เหมาะที่จะเป็นผู้เจรจากับฝ่ายรัฐบาล และเชื่อว่าถ้ามีการเจราจาในลักษณะสองต่อสองคือนายกรัฐมนตรีกับนายวีระ ก็น่าจะได้ผลหรือความสำเร็จที่น่าพอใจมากกว่านี้
นายเทพไท กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าคนที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นได้หลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น พ.ต.ท.ทักษิณได้วิดีโอลิงก์มายังเวทีชุมนุมทันที ซึ่งท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเจราจาและเป็นปัญหากับการเจราจาที่มีการ กดดันแกนนำที่เข้าร่วมการเจรจา รวมไปถึงการพาดพิงรัฐบาลในลักษณะบิดเบือน ทำให้เป็นอุปสรรค และทำลายบรรยากาศการเจราจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ.ต.ท.ได้พยายามบอกว่า เหตุที่รัฐบาลเจราจาเพราะรัฐบาลปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อ รัฐบาลก็จะจนมุมจึงยอมเจรจา จึงอยากเรียนว่าเป็นความตั้งใจของนายกฯ ตั้งแต่มีคนกลางริเริ่มจากหลายฝ่าย จึงต้องการเปิดกว้างไม่เกี่ยวว่าจะมีการชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่ โดยการชุมนุม 17 วันก็ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก ถ้าเทียบกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ก็มีการชุมนุมในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ใช้เวลา 3 เดือนจนนำไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
โฆษก ประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขอถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยคิดจะมีการเจราจาบ้างหรือไม่ รวมไปถึงรัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่มีการชุมนุมของ พธม.จนนำไปสู่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ก็อยากถามว่าได้มีการเจรจากันบ้างหรือไม่ ขณะที่ นปช.มีการรชุมนุมพียง 17 วัน และก็ไม่มีการสูญเสียถึงชีวิต แต่รัฐบาลเห็นว่าหากต่างฝ่ายต่างยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง ประเทศชาติก็จะเสียหาย ฉะนั้นจึงได้เปิดโอกาสให้มีการเจราจาและมีความจริงใจ เพียงแต่ว่าข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช.ได้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นับตั้งแต่เป็นรัฐบาลต้นปี 2552 ก็มีข้อเรียกของให้นายกฯยุบสภา ลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯภายใน 15 วัน และก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
นายเทพไท กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็มีการประกาศล้มอำมาตย์ ทำสงครามชนชั้น จนมาถึงการยุบสภา โดยข้อเสนอยุบสภาเป็นข้อเสนอที่สุดขั้วเกินไป นปช.ควรรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างรอบด้าน เพราะประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดงเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ควรรับความคิดเห็นนักการเมืองในพรรคต่างๆ ด้วย หากจะดูท่าทีทุกพรรคการเมืองไม่อยากให้มีการยุบสภา รวมไปถึงพรรคประชาราชซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะมีเฉพาะพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่อยากให้มีการยุบสภา และหากมองลึกลงไป ส.ส.เพื่อไทยก็ไม่อยากให้ยุบ แจ่จำเป็นต้องยุบ เพราะเจ้าของพรรคตัวจริงต้องการอย่างนั้น
นายเทพไท กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของพ.ต.ท.ทักษิณที่บอกว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจและมีธง แต่ไม่ได้นำธงขึ้นมาปักบนโต๊ะเท่านั้น อยากเรียนว่ารัฐบาลไม่ได้มีธงในการเจรจา อยากให้การเจรจาเป็นไปด้วยเหตุผล ซึ่งการเจรจาก็จนด้วยเหตุผลของรัฐบาล จึงมีการเสนอพักยกการเจราจา และจะเห็นว่าระหว่างการพักยกก็มีการติดต่อสื่อสารกับคนภายนอก ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณจะกล่าวหาว่า มีคนอยู่เบื้องหลังก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะอำนาจเด็ดขาดในการยุบสภาอยู่ที่นายกฯ และนายกฯ ก็มาเจราจาด้วยตัวเอง แต่อยากถามว่าคนที่เป็นแกนนำนปช.เป็นใครกันแน่ คนที่มาเจรจามีอำนาจเต็มในการตัดสินใจหรือไม่ จากปรากฏการณ์สังคมที่มีวิจารณญาณก็สามารถพิจารณาได้ว่าการเจรจาเมื่อวาน เป็นอย่างไร ส่วนข้อเสนอที่พยายามให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาการเลือกตั้งก่อน เข้าสู่กายุบสภาก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จาก พ.ต.ท.ทักษิณว่า นายกฯไม่เข้าใจคนรากหญ้า อยากเรียนว่ารัฐบาลเข้าใจความรู้สึกของคนของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ เงิน อสม.เรียนฟรี 15 ปี และกองทุนเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลไม่ทำเพียงอย่างเดียวคือไม่จ้างคนในชนบทมาชุมนุมเพื่อหวังผลประโยชน์ ของตัวเองเท่านั้นเอง
นายเทพไทกล่าวด้วยว่า การทำงานของรัฐบาลชุดนี้มีผลในทางปฏิบัติ และส่งผลถึงคนรากหญ้าทั้งสิ้น ตนอยากให้บรรยากาศการเจรจารอบสองเป็นไปด้วยดี และก็เห็นได้ว่าในส่วนของรัฐบาลไม่มีแรงกดดันใดๆ ทั้งสิ้น อำนาจเป็นของนายกฯ โดยได้รับความเห็นชอบจากทุกพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการให้นายกฯ เข้าร่วมการเจรจา แต่ส่วนแกนนำ นปช.ถ้าดูหลังการเจรจาแล้วจะเห็นว่าทำให้มวลชนมีปฏิกิริยา จึงเป็นหน้าที่ของแกนนำที่จะต้องทำความเข้าใจกับมวลชน ถ้าหากไม่สามารถควบคุมได้ก็ไม่ควรเป็นแกนนำในการชุมนุมอีกต่อไป จึงอยากให้บรรยากาศการเจรจาประสบความสำเร็จ เพราะคนไทยทุกคนอยากให้บ้านเมืองมีทางออก การเจรจามีข้อยุติและจบลงด้วยดี อยากให้คนที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องและบอกว่าไม่ควรเอาเรื่องของตัวเองมาเกี่ยว ข้องกับการเจรจา ถอยออกไปห่างๆ ไม่มีแม้เสียงโทร.จากแดนไกลมาบงการซึ่งจะทำให้การเจรจาล้มเหลวไป
นายเทพไท กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เห็นว่ารัฐบาลควรยุบสภาในเดือนพฤศจิกายน 2553 นั้น รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธและก็มีข้อเสนอจากนักวิชาการ แต่ทั้งหมดก็มีการเสนอตั้งแต่สามเดือน สิ้นปี หรือต้นปีหน้า คิดว่าอยู่ที่ตารางหรือปฏิทินการทำงานทางการเมืองที่ทุกฝ่ายตกลงกัน



