
ส.ว.งง"มาร์ค"ใช้อำนาจอะไรส่งกำลังคุมสภา
"เรืองไกร" จี้ "นายกฯ" แจง ใช้อำนาจอะไรส่งทหาร-ตำรวจ กำลังอารักขาสภาฯ ย้ำถูกหยามเกียรติ ด้าน วิชาญ ส.ว.เจ้าเก่า แจกบทความ จวกรบ. สั่งทหารตำรวจคุมเข้มสภาสัปดาห์ที่แล้ว ละเมิดฝ่ายนิติบัญญัติ-ปิดเส้นทางเสด็จฯละเมิดพระราชอำนาจ อัด กลุ่ม 40 ส.ว.เห็นดีเห็นงาม
(29มี.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธาน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวหารือว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจใด มาบดบังอำนาจตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่รัฐบาลได้ดำเนินการส่งกองกำลังเจ้าหน้าที่ขณะที่สมาชิกวุฒิสภากำลังประชุมอยู่ในห้อง เมื่อวันที่ 22 มี.ค. เวลา 15.00 น. ด้วยการนำรถบด เครื่องมืออุปกรณ์ มาไว้ที่ลานจอดรถ โดยไม่มีการส่งเอสเอ็มเอสแจ้งเตือน ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรีเก่งในเรื่องนี้มาก ไม่แจ้งต่อประธานและสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งทำให้การประชุมของคณะกรรมาธิการในวันที่ 23 มี.ค. ไม่สามารถทำงานได้ เรื่องนี้ถือเป็นการหยามเกียรติและหมิ่นศักดิ์ศรีของรัฐสภา ซึ่งเป็นอำนาจตามบทบัญญัติมาตรา 3 จึงอยากฝากไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำหนังสือตอบกลับว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 18 ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงได้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวน 9 หน้า มาแจกแก่ส.ว.และสื่อมวลชน กรณีที่รัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้ามารักษาการณ์บริเวณรัฐสภา และบริเวณโดยรอบรัฐสภา และใช้ลวดหนามและแท่งคอนกรีตปิดถนนปิดกั้นถนน 8 สาย ตั้งแต่บ่ายวันที่ 22 มีนาคม-เย็นวันที่ 25 มีนาคม โดยระบุว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 เพราะคุกคามต่อการทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภา รัฐบาลวิตกไปเองกับการที่ผู้ชุมนุมจะเดินทางมาปิดล้อมรัฐสภา ขณะที่เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 51 พรรคประชาธิปัตย์และส.ว.บางส่วนที่วันนี้มาเรียกร้องให้มีการคงกำลังตรวจทหารไว้ต่อไป กลับไม่สะทกสะท้านที่จะเข้าร่วมประชุม จึงไม่แน่ใจว่า ท่านทั้งหลายยังมีหัวใจเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ที่เห็นอำนาจนิติบัญญัติถูกฝ่ายบริหารเข้าย่ำยี และหากเทียบเคียงกรณีเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ตอนที่เป็นฝ่ายค้าน เคยเรียกร้องให้มีการยุบสภา แต่คราวนี้กลับไม่สนว่ากระทำการทำลายระบอบประชาธิปไตย เพียงเพราะต้องการรักษาอำนาจไว้ให้ยืนยาวที่สุด
นอกจากนี้เอกสารระบุว่า การห้ามบุคคลทั่วไป รวมถึง ส.ส. ส.ว.เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวยังมิชอบ เพราะทำโดยพลการก่อนที่ครม.จะให้ความเห็นชอบตามมาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และยังเป็นการเกินสมควรแก่เหตุ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถมาทำหน้าที่ได้ และการนำเครื่องกีดขวางมาวางกั้น ยังอยู่ในบริเวณพระราชวัง จึงอาจปิดกั้นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจึงเป็นการกระทำไม่สมควรยิ่ง ละเมิดพระราชอำนาจและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
“เพื่อให้การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรแก่เหตุและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในอนาคต ขณะเดียวกันก็สามารถเยียวยาเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ครม.จึงควรมีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่มีการออกประกาศ 2 ฉบับที่ครอบคลุมพื้นที่ของพระที่นั่งต่างๆอันเป็นการไม่บังควรและปิดกั้นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน และมีหนังสือขอโทษต่อรัฐสภาที่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารละเมิดอำนาจนิติบัญญัติจนทำให้สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างอิสระ นอกจากนี้ต้องเร่งถอนกำลังทหารตำรวจเครื่องกีดขวางออกให้หมด ในอนาคตหากจะมีกรณีที่ฝ่ายบริหารจะดำเนินการใดๆที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องเป็นเหตุที่ฝ่ายนิติบัญญัติร้องขอฝ่ายบริหารหรือได้รับอนุญาตจากฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น และในกรณีที่การดำเนินการเกิดขึ้นแล้วและเข้าข่ายผิดกฎหมาย รัฐบาลต้องยินยอมให้มีการดำเนินคดีโดยเร็ว ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ไม่ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมเด็ดขาด” เอกสารระบุ



