
สื่อในสถานการณ์แบ่งสี
การเคลื่อนขบวนไปกดดันทหาร 7 จุด ให้ถอนกำลังจากสถานที่ตั้งคืนสู่พื้นที่ปกติ การเคลื่อนไหวไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อเจรจาให้ตำรวจ ทหารถอนกำลังออกไป จนกระทั่งเดินทางไปพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
เพื่อตั้งตัวแทนไปเจรจา หาทางออกให้บ้านเมืองร่วมกัน ดูเหมือนจะเป็นการเลือกสันติวิธีในการแก้ปัญหาขัดแย้ง แต่หากดูเนื้อหาสาระที่ต่างฝ่ายต่างต้องการแล้ว ไม่มีครึ่งทางเลยสำหรับฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ยุบสภาก่อน ก่อนเจรจา อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการยุบสภา ประกอบด้วยเหตุผลและเงื่อนเวลาที่จะประกาศยุบสภา ฉะนั้น การเจรจาจึงอาจยืดเยื้อเรื้อรังต่อไป ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะยืนยันว่าต้องการเจรจามาตลอดเวลาก็ตาม
ในท่ามกลางสถานการณ์อึมครึม ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังไม่ทราบฝ่ายก็เติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้ง ด้วยการใช้ระเบิดโจมตีเป้าหมายโดยไม่จำกัด ทั้งที่สาธารณะ เป้าหมายทางทหาร ธนาคารพาณิชย์ และล่าสุดสื่อรัฐ ระเบิดกลายเป็นเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่า เป็นฝีมือของอีกฝ่ายหนึ่ง เสื้อแดงก็อ้างว่า รัฐบาลต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมในการใช้กำลัง เข้าจัดการกลุ่มผู้ชุมนุม ในขณะที่รัฐบาลก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้าม ที่ต้องการสร้างความปั่นป่วนและยั่วยุให้รัฐบาลตกหลุมพราง อย่างไรก็ตาม การที่ทหารและประชาชนจำนวนหนึ่งบาดเจ็บ ทั้งเล็กน้อยและสาหัสจากแรงระเบิดนั้น หากคิดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ก็นับเป็นความคิดที่น่าแปลกประหลาดยิ่ง
ระเบิดที่โจมตีเป้าหมาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นที่ทำการของรัฐบาล เอกชน หรือสถานที่ที่โดยปกติแม้ในยามสงคราม ก็ต้องยกเว้น เช่นสถานพยาบาล หรือที่ทำการสื่อ สงครามกลางเมืองที่ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการครั้งนี้ สื่อได้ถูกหมายหัวว่าเป็นคู่สงครามด้วย โดยเฉพาะบนเวทีเสื้อแดง ที่มีรายการชำแหละสื่อกระแสหลักทุกเช้า และกล่าวหาว่าสื่อเป็นเครื่องมือรับใช้รัฐบาล สื่อจึงมีภาระนอกเหนือจากการทำหน้าที่โดยปกติ ที่จะต้องวิเคราะห์บทบาทของตนเองในยามที่ถูกยัดเยียดว่าเป็นฝักเป็นฝ่ายใด และอาจต้องมองกระจกส่องให้เห็นตัวเองว่า มีส่วนในการโหมกระพือ หรือเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายใดโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ สื่อได้ทำหน้าที่อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมให้คนเข้าใจและคลายใจอย่างเพียงพอหรือไม่
ไม่ว่าผลการเจรจาจะเป็นอย่างไร แต่ตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยตกอยู่ในหล่มโคลนแห่งความเท็จและสับสนในข่าวสาร ข้อมูล ทั้งจากเวทีคนเสื้อแดง สื่อกระแสรองของคนเสื้อแดง และจากสื่อของรัฐ ในขณะที่สื่อเอกชนก็ให้ความสำคัญ ให้พื้นที่กับการรายงานข่าวเชิงปรากฏการณ์ การให้หัวข่าวที่ชวนตระหนกตกใจ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เครือข่ายสื่อสังคม เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็ทำหน้าที่ถ่วงดุลสื่อกระแสหลักอย่างน่าสนใจ การเจรจาจะจบด้วยความสับสนต่อไป หรือทำให้สังคมไทยถอนหายใจอย่างโล่งอกหรือไม่ แต่อย่างน้อยสื่อก็ต้องมีบทเรียนที่จะสรุปการถูกพัดพาไปตามคลื่นความขัดแย้งครั้งนี้ด้วย



