
ชาวนาเฮรัฐควักจ่ายชดเชยเพิ่มภัยโรคระบาดรับ606บาทต่อไร่-ธ.ก.ส.ขอ1.4พันล้านอุ้ม
คลังพร้อมจัดสรรงบช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดอีก 606 บาทต่อไร่ นอกเหนือจากการชดเชยไถกลบต้นข้าว 2,280 บาทต่อไร่ ด้านธ.ก.ส.ชงขอชดเชย 1,400 ล้านอุ้มชาวนาเดือนเมษายนนี้
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเดินทางไปพื้นที่พิษณุโลกและสุโขทัยเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ แก้ไขปัญหาเพลี้ยกระโดดว่า สำหรับการแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกในนาข้าว ซึ่งระบาดอย่างมากในจ.พิษณุโลกนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายช่วยเหลือ โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยการปลูกข้าวให้เกษตรกรที่ประสบปัญหา 606 บาทต่อไร่ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากกรณีการจ่ายชดเชยการไถกลบต้นข้าวด้วยการจ่ายชดเชยให้เกษตรกร 2,280 บาทต่อไร่ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องยินยอมให้ราชการไถกลบต้นข้าวเพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดและงดปลูกข้าวต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วัน โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนข้าวพันธุ์ดีให้ไร่ละ 15 กิโลกรัม เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรต่อไป
นายลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.มีลูกค้าที่ประสบปัญหาเพลี้ยกระโดด 77,643 ราย เป็นยอดเงินกู้ 1.3 หมื่นล้านบาท โดยส่วนของชาวนาที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อยซึ่งมีจำนวน 7,890 ราย ได้รับเงินกู้จาก ธ.ก.ส. 1,311 ล้านบาท นั้นจะพิจารณายืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีก 1 ปี แต่หากได้รับผลกระทบมากมีความเสียหายเกิน 50% ธ.ก.ส.จะพักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้ระยะเวลา 2 ปี ซึ่งมีเกษตรกรประสบปัญหาดังกล่าว 69,753 ราย คิดเป็นเงินกู้ 12,127 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.จะขอให้กระทรวงการคลังเสนอ ครม.พิจารณาจ่ายชดเชยภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรเป็นเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มให้ลูกหนี้ประสบปัญหาดังกล่าว คิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเหลือประมาณ 6.75% - 3% โดยสัดส่วนดอกเบี้ยที่ลดลงจะขอให้รัฐบาลชดเชยประมาณ 400 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่รัฐบาลต้องช่วยเหลือชดเชยภาระดอกเบี้ยจากปัญหาเพลี้ยกระโดด 1,400 ล้านบาท คาดว่าเสนอ ครม.ได้ภายในเดือนเมษายนนี้
ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่ จ.พิษณุโลก มีจำนวนลูกหนี้ที่มาขึ้นทะเบียนไว้ 21,321 ราย มูลหนี้ 2,300 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้ที่มูลค่าต่ำกว่า 5 หมื่นบาท จำนวน 5,465 ราย และดำเนินการเจราแล้ว 3,677 ราย เหลือรอเจรจา 1,788 ราย คาดว่าจะหาข้อยุติให้ได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนลูกหนี้ที่มูลหนี้ 50,001-200,000 บาท มีจำนวน 15,230 ราย ดำเนินการเจราจาแล้ว จำนวน 7,247 ราย และรอการเจรจาอีกจำนวน 7,983 ราย จะต้องเจรจาให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม และปล่อยสินเชื่อให้หมดในเดือนกันยายน



