
"กรณ์"เฉ่งแบงก์ปล่อยทักษิณถอนเงิน
หลังพบมีการทยอยถอนไปแล้วพันล้าน ระบุหากทำให้รัฐเสียหายภายหลังต้องชี้แจงได้ เชื่อเงินยังอยู่ในประเทศ หวั่นทรัพย์ที่อายัดไว้ชำระภาษีมีมูลค่าลดลง หลังมีการทยอยถอนหน่วยลงทุน
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่า ภายหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งถอนอายัดทรัพย์ส่วนที่เหลือจาก 4.6 หมื่นล้านบาท ตามคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วงที่ผ่านมามีการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีของตระกูลชินวัตร โดยเป็นการทยอยถอนเงินสดออกจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ แห่งละ 10-100 ล้านบาท รวมกว่า 800-1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่พบว่ามีการนำเงินออกนอกประเทศ ส่วนจะนำมาใช้ในประเทศไทยอย่างไร เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้
"นอกจากนี้ยังพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้จัดตั้งบริษัทลูกเป็นจำนวนมากในประเทศดูไบ คาดว่าจัดตั้งเพื่อรอรับโอนเงินจากประเทศไทย เพราะการโอนเงินของบริษัทแม่ในไทยให้แก่บริษัทลูกในต่างประเทศนำไปลงทุน ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้นำเงินออกนอกประเทศได้ไม่เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี" นายกรณ์กล่าว
รมว.คลังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ค่อนข้างกังวลว่าการถอนเงินสดออกอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของประเทศในอนาคต เพราะหากมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งของหน่วยงานรัฐตามคำพิพากษาของศาลฎีกา อาจไม่มีทรัพย์สินเพียงพอต่อการชำระตามความเสียหาย ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่างๆ อยู่ระหว่างประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น
นายกรณ์ยอมรับว่า กังวลถึงการอายัดทรัพย์ของกรมสรรพากร เพื่อนำมาชำระเงินภาษีค้างจ่ายของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของอดีตนายกรัฐมนตรี รวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยลงทุน เพราะไม่สามารถอายัดทรัพย์ของบริษัทที่ทั้งสองคนมีชื่ออยู่ได้ เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นหลายคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ล่าสุดพบว่ามีการทยอยถอนหน่วยลงทุนออกจากบริษัทด้วย ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นการไซฟ่อนเงินในบริษัทที่กรมสรรพากรอายัดทรัพย์หน่วยลงทุนไว้
นายกรณ์กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ทำหนังสือถึงนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา รวมถึงธนาคารพาณิชย์ว่า การทยอยถอนหน่วยลงทุนอาจมีผลให้ทรัพย์ที่กรมสรรพากรอายัดไว้ด้อยค่าลง อาจถือเป็นการกระทำผิดต่อเจ้าหนี้ตามกฎหมายอาญาได้
"การเร่งถอนเงินออกในขณะนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพื่อต้องการให้ทรัพย์สินที่ค้างอยู่เหลือน้อยหรือหมดไป เพราะหากภายหลังมีหน่วยงานต้องฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจะไม่มีเงินในบัญชีชำระอีก อีกทั้งการเร่งถอนจนเกือบพันล้านบาทแล้วนั้น แม้เจ้าของทรัพย์สินและธนาคารพาณิชย์จะทำได้ แต่หากภายหลังไม่มีเงินเหลือในบัญชีให้จ่ายค่าเสียหาย ธนาคารจะพร้อมตอบคำถามหรือไม่ว่าไม่ได้จงใจให้ทรัพย์สินที่จะต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐลดน้อยลง เพราะที่ผ่านมากรมสรรพากรก็ทำหนังสือแจ้งธนาคารไปแล้วว่าได้อายัดบัญชีใดบ้าง" นายกรณ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลยุบสภานั้น อยากถามผู้ชุมนุมว่า หากยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่รับคะแนนเสียงสูงสุด แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นให้จัดตั้งรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุมจะยอมรับได้หรือไม่ หากไม่ยอมรับแสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะยุบสภาหากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเท่านั้น



