ข่าว

สิทธิที่ถูกละเมิด

สิทธิที่ถูกละเมิด

29 มี.ค. 2553

การชุมนุมของกลุ่ม นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ดำเนินมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนนั้น แม้ตลอดเวลาแกนนำของผู้ชุมนุมจะประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธ แต่ตามความเป็นจริงแล้วการประกาศดังกล่าวก็เพียงเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปโดยไม่ขัดต่อกฎหมายซ

  เพราะพฤติกรรมบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวแบบดาวกระจายหรือดาวฤกษ์ไปตามจุดต่างๆ การเจาะเลือดของผู้ชุมนุมแล้วนำไปเทราดที่ประตูทำเนียบรัฐบาล บ้านพักนายกรัฐมนตรี และที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ หรือการยั่วยุทหารและตำรวจที่ปฏิบัติการรักษาความสงบเพื่อจุดชนวนสู่การใช้กำลังและความรุนแรง ล้วนส่อเจตนาไปในทางตรงกันข้าม

 มีผู้เคยวิเคราะห์ว่า คุณสมบัติของคนไทยประการหนึ่ง คือการเลือกรับในสิ่งที่ตนต้องการ ตัวอย่างที่เห็นได้ใกล้ตัวก็คือเรื่องอาหาร ซึ่งลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น “ชิ้น เปื่อย ใจ ไม่งอก” ของก๋วยเตี๋ยวเนื้อ หรือ “ผัดไทยไร้เส้น” ของก๋วยเตี๋ยวผัดไทย เป็นต้น ซึ่งการสั่งอาหารในลักษณะนี้ มักไม่ค่อยได้พบเห็นในประเทศอื่น เพราะพ่อครัวแม่ครัวต่างประเทศจะยึดถือรูปแบบหรือสูตรของอาหารตามที่เคยปฏิบัติมาโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

 เรื่องของสังคมและการเมืองก็เช่นกัน คนไทยเป็นคนที่มีกฎระเบียบมากมาย ตั้งแต่ในโรงเรียน หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งการใช้รถใช้ถนน แต่คนไทยกลับเลือกหรือเลี่ยงที่จะไม่ยึดถือในเรื่องวินัย แต่จะถือคติว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ทั้งๆ ที่ ระเบียบกับวินัยนั้นต้องดำเนินควบคู่ไปด้วยกัน ดังนั้นในสังคมไทยกฎระเบียบจึงไม่ใช่ข้อพึงปฏิบัติหรือข้อห้ามปฏิบัติ หากเป็นบทกำหนดโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเสียมากกว่า

 สิทธิและหน้าที่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนไทยเลือกที่จะรับในบางเรื่องและละเลยในบางเรื่อง ทั้งๆ ที่สองสิ่งนี้ต้องอยู่ด้วยกัน จริงอยู่ที่กฎหมายให้สิทธิในการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบ แต่ในเวลาเดียวกันผู้ใช้สิทธินั้นก็มีหน้าที่ต้องระมัดระวังการใช้สิทธิของตนไม่ไปกระทบต่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ของผู้อื่นเช่นเดียวกัน การปิดกั้นกีดขวางการจราจรก็ดี การใช้เครื่องขยายเสียงที่มีกำลังสูง การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญก็ดี การข่มขู่คุกคามผู้อื่นก็ดี การเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว ความไม่สะดวกหรือไม่ปลอดภัยแก่การดำเนินชีวิตปกติก็ดี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งสิ้น ซึ่งนอกจากจะละเมิดสิทธิของคนไทยแล้ว ยังเป็นการละเมิดสิทธิของประเทศไทยโดยตรง ก่อให้เกิดความเสียหายด้านภาพลักษณ์ของประเทศ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของชาติ โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือ และสูญเสียโอกาสและการแข่งขันบนเวทีโลก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างความแตกแยกของคนในชาติ ซึ่งความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกินกว่าจะประเมินค่าเป็นตัวเลขได้ และคงต้องใช้เวลาอีกไม่ใช่น้อยในการกอบกู้ภาพลักษณ์และฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจของผู้คนให้คืนดังเดิม

 จากความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วล่ะครับ ที่คนไทยทุกคนในฐานะที่มีส่วนในการเป็นเจ้าของประเทศ จะต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมเคารพต่อสิทธิของประเทศไทยก่อนจะสายเกินการณ์ และก่อนที่ประเทศของเราจะถูกปู้ยี่ปู้ยำหรือข่มเหงรังแกมากไปกว่านี้