ข่าว

ทัพไพร่นำโดยขี้ข้าเศรษฐี

ทัพไพร่นำโดยขี้ข้าเศรษฐี

29 มี.ค. 2553

แกนนำคนเสื้อแดงยังพยายามหาทางเอาชนะรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยทุกวิธี พยายามป่าวร้องกลยุทธ์ สันติ อหิงสา เรียกร้องให้ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่ยอมเข้าร่วมประชุมสภา ขณะที่ยังกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน เป็นการละเลย ไม่ยอมทำ

การประกาศอ้างสงครามประชาชนโดยคำขวัญไพร่ล้มอำมาตย์นั้น ล้วนเป็นการโกหก หลอกลวงประชาชนซึ่งส่วนหนึ่งมาด้วยใจเป็นประชาธิปไตย และส่วนหนึ่งมาจากการว่าจ้างด้วยเงินของเครือข่ายของกลุ่มคนซึ่งจงรักภักดีต่อ “ทักษิณ” และเป็นการดิ้นรนทุกทางเพื่อให้คืนสู่อำนาจ ผ่านการยื่นข้อเสนอและเงื่อนไขซึ่งแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เพราะเจตนาที่แท้จริงก็คือ “ทักษิณ” ต้องการหลุดพ้นจากโทษและได้สมบัติคืน

 การยกกำลังมวลชนเสื้อแดงเข้าไปปิดล้อม ขับไล่หน่วยที่ตั้งของทหารซึ่งตั้งมั่นอยู่ในหลายจุดในเมืองหลวง เป็นการบีบบังคับทหารและยั่วยุท้าทายให้เกิดความรุนแรง อันจะเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังด้วยหน่วยติดอาวุธ ซึ่งมีข่าวอยู่มาโดยตลอดว่ากลุ่มวางแผนของแกนนำเสื้อแดงได้ซ่องสุมกำลังไว้เพื่อก่อความไม่สงบ นอกจากล้มอำนาจรัฐแล้ว ยังมุ่งล้มสถาบันกษัตริย์

 กลุ่มมวลชนระดับหมื่นคนย่อมมากกว่ากำลังทหารซึ่งรักษาความสงบ ป้องกันเหตุร้าย ไม่ประสงค์จะทำร้ายประชาชน แต่อยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยั่วยุให้ใช้กำลัง เป็นการท้าทายต่ออำนาจรัฐโดยกลุ่มขบวนการนอกกฎหมาย ซึ่งมีพฤติกรรม การกระทำเป็นกบฏต่อรัฐ แต่รัฐบาลยังพยายามไม่ใช้อำนาจกฎหมายจัดการ ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ทำให้แกนนำมวลชนเสื้อแดงฮึกเหิม นำประชาชนเข้าสู่ความเสี่ยง และอันตราย

 เห็นได้ชัดว่ากองทัพไพร่ ซึ่งแกนนำเสื้อแดงได้เรียกขานนั้นที่แท้ตัวแม่ทัพเองเป็น “ขี้ข้า” ของอำนาจเงินเศรษฐีลี้ภัย ใช้เงินหว่านเพื่อสร้างความไม่สงบในแผ่นดิน และการชักนำมวลชนให้ต่อสู้ด้วยเงินอย่างต่อเนื่อง ก็ตั้งอยู่บนความหวังว่าถ้าการล้มรัฐบาลสำเร็จ ก็จะรอดพ้นจากความผิดที่ได้กระทำลงไปตั้งแต่ก่อนหน้าการจลาจล เผาบ้านเผาเมือง และการละเมิดกฎหมายต่อเนื่องมาตลอดเวลา 1 ปี ไม่มีหนทางเลือกอย่างอื่น ขณะที่ตัวเองเตรียมหาทางออกสำหรับตัวเองไว้แล้วเพื่อเสวยสุขกับเงินน้ำเลี้ยง ถ้าแผนการไม่เป็นไปตามที่วางไว้ เพราะมองเห็นอนาคตชัดเจนว่าความพ่ายแพ้คือโทษอาญาแผ่นดิน ตั้งแต่จำคุกจนถึงขั้นประหารชีวิตในข้อหากบฏ

 รัฐบาลต้องหาทางออก หลังจากตกเป็นฝ่ายตั้งรับมานาน และเพิกเฉยต่อการใช้สื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการปลุกระดม จะเป็นความขลาดเขลาหรือเหตุผลอื่นใด ก็ไม่เคยอธิบายชัดเจนให้ประชาชนได้รับรู้ จึงอยู่ในสภาพ “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” สถานการณ์อยู่ในขั้นเลวร้าย นำพาประชาชนส่วนอื่นสู่ความเสี่ยงต่อภัยอันเนื่องจากการก่อความไม่สงบตามความต้องการล้างแค้นแผ่นดินของคนหนีคุก จึงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประเทศ