
ชทพ.ชี้ข้อตกลงรบ.-นปช.ต้องผ่านพรรคร่วมด้วย
บรรหารยินดีรัฐบาลหารือ นปช. แนะควรหารือพรรคร่วมรัฐบาลด้วย รองปธ.วุฒิหวังญัตติม.161 รวมถกได้ ด้านเรืองไกรโวยยื่นญัตติก่อนมีสิทธิ์ก่อน ชี้เหตุใดต้องกลัวอภิปรายปิดด้วย พร้อมแจ้งความสื่อหมิ่นรับเงินหางแดง
(28มี.ค.) นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลตอบรับการเจรจากับ กลุ่ม นปช.ว่า รู้สึกยินดี เพราะก่อนหน้านี้เคยเสนอแนะไปแล้วว่านายกฯควรเข้ามาเจรจาด้วยตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จากนั้นค่อยมาหารือ และคิดกันอีกที ซึ่งเชื่อว่าการจะทำทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จบนเวทีคงไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของนายกฯนั้นน่าจะผ่านการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
ชทพ.ชี้ข้อตกลงร่วมรบ.-นปช.ต้องผ่านพรรคร่วมฯ
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ก่อนจะมีการเจรจาตกลงร่วมกันระหว่างกลุ่ม นปช.กับรัฐบาลในวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ควรหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ดังนั้นในวันนี้ ควรจะเป็นการเปิดรับฟังข้อเรียกร้อง และหลังจากนั้นค่อยนำข้อเรียกร้องมาหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อตกลงแนวทางร่วมกัน เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาล ถือเป็นส่วนสำคัญของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่สามารถตัดสิน และตอบรับเงื่อนไขได้โดยลำพัง โดยเฉพาะเรื่องของการยุบสภา
ขณะที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม ยอมรับในแนวทางที่นายสมศักดิ์กล่าว โดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่องการยุบสภา ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
เลขาฯสถาบันพระปกเกล้าชี้รบ.เจรจาเสื้อแดงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เปรียบเสมือนฟ้าเปิด หลังมีเหตุการณ์ความตึงเครียดเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ส่วนตัวขอเป็นตัวแทนคนไทยทุกคนขอบคุณทั้ง 2 ฝ่าย ที่สามารถทำให้สถานการณ์คลี่คลายระดับหนึ่งได้
ปธ.วุฒิหวังญัตติอภิปรายทั่วไปรวมถกได้
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 161 ของวุฒิสภาว่า ขณะนี้มีถึง 2 ญัตติ คือญัตติของกลุ่มนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และญัตติของกลุ่ม 40 ส.ว.ซึ่งได้เสนอให้รวมกันเพื่อเป็นญัตติเดียวแล้วให้ผู้ที่ลงชื่อทั้ง 2 ญัตติไปลงชื่อในญัตติที่ 3 โดยให้ไปตกลงว่าใครพูดก่อนพูดหลังหรืออภิปรายเปิดและปิดซึ่งยังคาดหวังว่าจะสามารถประนีประนอมกันได้ แต่อย่างไรก็ตามหากตกลงกันไม่ได้ก็อาจนำเข้าที่ประชุมเพื่อโหวตว่าจะอภิปรายในญัตติใด
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้ยื่นญัตติแรกฯ กล่าวว่า ทราบว่าขณะนี้ประธานวุฒิสภาได้ส่งญัตติทั้ง 2 ญัติติไปยังรัฐบาลแล้วและคาดว่าจะมีมีการประชุมขึ้นในวันที่ 5 เม.ย. นี้ ซึ่งตนรู้สึกแปลกใจที่มีการเสนอญัตติถึง 2 ญัตติซึ่งไม่เคยมีในประเพณีปฏิบัติของวุฒิสภามาก่อน ภาพลักษณ์ที่วุฒิสภาจะสร้างความสมานฉันท์หรือจะตรงต่อเจตนารมย์หรือขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ รัฐบาลจะมาตอบทั้ง 2 ญัตติหรือไม่ก็ต้องรอดู ความจริงเรื่องนี้ที่ประชุมวิปวุฒิสภาได้เสนอให้นำ 2 ญัตติมารวมกันโดยต้องถอน 2 ญัตติเดิมก่อน ซึ่งตนก็เห็นด้วยแต่ปรากฏว่ากลุ่มส.ว.ที่ยื่นญัตติหลังไม่ยอมถอน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในรายละเอียด คือกลุ่มส.ว.ที่ยื่นญัตติที่ 2 จะขอเป็นผู้เปิดและปิดอภิปรายด้วยทั้ง ๆ กลุ่มตนเป็นผู้ยื่นญัตติก่อนน่าจะเป็นผู้ได้เปิดหรือปิดอภิปราย ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้กลุ่มตนก็ยังยืนยันในญัตติเดิมซึ่งถือเป็นญัตติแรกที่ยื่นก่อนจึงทำให้มีญัตติซ้อนกัน
ตนไม่ทราบว่าเหตุใดจึงกลัวไม่ให้ตนเป็นผู้อภิปรายปิดในญัตติ ทั้ง ๆ ที่การอภิปรายรัฐบาลก็ไม่ได้ลงมติอะไร เพียงแต่จะสะท้อนภาพให้รัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจปิดล้อมสภา เพื่อป้องกันผู้ชุมนุมจนทำให้ประชุมคณะกรรมาธิการไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่การชุมนุมก็เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรงได้เลย ขนาดตนเข้าไปดูการชุมนุมก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นพร้อมบอกว่า” เรืองไกร ปราบนายกฯสมัคร” แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะทำให้เกิดความรุนแรงแต่อย่างใด
นายเรืองไกร กล่าวว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่าตนรับเงิน จุดยืนเปลี่ยนไป เป็นหางแดงบ้าง ซึ่งไม่มีมูลความจริงเลย ตนคงไม่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และคงไปตอบโต้ ตนยืนยันยังทำหน้าที่ตรวจสอบเช่นเดิมไม่ว่าจะเป็นใคร ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิ์ดังนั้นในวันที่ 28 มี.ค. ตนจึงได้ไปแจ้งความที่ สน.บางซื่อ ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมทั้งตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในกรณีที่สื่อได้พาดพิงกล่าวหาตน นอกจากนี้ยังไปยื่นฟ้องคดีอาญาที่ศาลอาญาเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมาด้วย



