
ร.ฟ.ท.ถกต่อสัญญาเช่าที่จตุจักรชี้ไม่กระทบผู้ค้าเดิม-ตัดเช่าช่วง
ร.ฟ.ท.เตรียมหารือ กทม. ต่อสัญญาเช่าตลาดนัดจตุจักร ที่จะหมดรอบในปี 2555 ระบุไม่ให้กระทบต่อผู้ค้าเดิม เน้นแก้ปัญหาการเช่าช่วงแผง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
นายอิทธิพล ปภาวสิทธิ์ รองผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อเตรียมเจรจากับกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรณีการต่อสัญญาเช่าที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งจะหมดสัญญาเช่าในปี 2555 โดยการเจรจานั้นจะต้องพิจารณาในประเด็นหลัก คือ อัตราค่าเช่า ซึ่งจะต้องปรับเพิ่มขึ้น เพราะไม่ใช่การเช่าที่ดินเปล่า เหมือนการเช่าครั้งแรก รวมทั้งจะต้องพิจารณาว่า ร.ฟ.ท.จะทำหน้าที่บริหารพัฒนาตลาดแทน กทม.หรือไม่
"แนวคิดของ ร.ฟ.ท. วางเป้าไว้ว่าจะไม่ให้กระทบต่อผู้ค้าเดิมในตลาดนัดจตุจักร โดยจะให้สิทธิผู้ค้าเช่าแผงเหมือนเดิม แต่จะแก้ปัญหาการเช่าช่วงแผง เพื่อให้ ร.ฟ.ท. ได้รับผลตอบแทนการเช่าที่ดินสูงสุด และไม่ให้ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับกลุ่มนายทุนที่ให้เช่าช่วง ขณะที่ผู้ค้าเองจะได้ประโยชน์จากการจ่ายค่าเช่าที่ต่ำกว่าปัจจุบัน" นายอิทธิพลกล่าว และว่า ในอนาคตเมื่อสามารถให้ผู้ค้าเช่าตรงกับ ร.ฟ.ท.หรือ กทม.ได้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะผู้เช่าได้รับผลประโยชน์เพิ่มกว่าเดิมหลายเท่าตัว ขณะที่ผู้ค้าลดรายจ่ายได้
ทั้งนี้ ประเมินว่า เมื่อมีการปรับค่าเช่า ผู้ให้เช่าตลาดจะมีรายได้เดือนละประมาณ 80 ล้านบาท หรือปีละประมาณ 960 ล้านบาท ซึ่ง ร.ฟ.ท.และกทม.จะเจรจาแบ่งรายได้กัน โดยอาจแบ่งรายได้ในสัดส่วน ร.ฟ.ท. 70% กทม. 30% โดยในปี 2555 สัญญาเช่าที่ดินหลายแปลงของ ร.ฟ.ท.จะครบอายุสัญญา อาทิ ที่ดินตลาดนัดจตุจักร และที่ดินย่านรัชดา ซึ่งการเจรจาต่อสัญญาเช่านั้น จะทำให้อัตราค่าเช่าสูงขึ้น
ส่วนแนวทางการบริหารทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. ในอนาคตนั้น เห็นว่า ร.ฟ.ท.จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการการเช่าที่ดินใหม่ โดยการให้เช่าที่ดินที่พัฒนาแล้ว อาทิ การจัดสร้างอาคาร สิ่งปลูกสร้างก่อนให้เช่า ไม่ใช่ให้เช่าเฉพาะที่ดินเปล่า เพราะอัตราค่าเช่าที่ดินเปล่าจะต่ำมาก แต่ในทางตรงข้ามเมื่อมีการพัฒนาที่ดิน จะทำให้อัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว ซึ่งการพัฒนาที่ดินนั้น ร.ฟ.ท.ก็มีเงินลงทุนและบุคลากรอยู่แล้ว



