
เจรจารัฐบาล-เสื้อแดงไร้ข้อยุติต่อวันนี้
รัฐบาล-นปช.เจรจา แดงยันต้องยุบสภาใน 2 สัปดาห์ ทำประชามติแก้ รธน.หากยอมทำตามพร้อมยุติม็อบ "มาร์ค" ลั่นไม่ได้กลัวยุบสภาแล้วแพ้หรือชนะ แต่อยากให้ประเทศชนะ เหน็บแก้ รธน.นิรโทษกรรมให้ใคร ย้อนถามหากเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แล้วถูกจับแพ้ฟาวล์ภายหลังจะยอมรับหรือไม่
(28 มี.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ ร. 11 รอ. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ตามที่แกนนำนปช.ได้ประกาศยื่นข้อเสนอเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับแกนนำนปช. 4 คนโดยขีดเส้นให้รัฐบาลตอบภายใน 1 ชั่วโมงนั้น หลังจากการพูดคุยกันนายกฯได้รับข้อเสนอดังกล่าว โดยพร้อมเจรจากันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ โดยให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯไปประสานกับ 1 ใน 4 แกนนำนปช.เพื่อนัดหมายเรื่องสถานที่และเวลาในการเจรจา
ส่วนเนื้อหาการเจรจา รวมถึงวิธีว่าจะเจรจาโดยเปิดเผยหรือทางลับอยู่ที่การตกลงกัน ซึ่งได้รับสัญญาณตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนี้นายกฯได้กล่าวว่าอยากเห็นบรรยากาศที่ราบรื่น ไม่อยากให้เงื่อนไขใดมากดดัน โดยแกนนำนปช.ก็ประกาศบนเวทีว่าหากเจรจาจะพาผู้ชุมนุมกลับจากร. 11 รอ.หากมีความคืบหน้าตนจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า มี 4 คนที่จะเข้ามาเจรจา ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้นของให้ทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ตกผลึกก่อน สถานีคงเป็นสถาบันพระปกเกล้า แต่ต้องให้การเคลื่อนตัวของผู้ชุมนุมยุติก่อน ทั้งนายกรัฐมนตรีขอให้บุคคล 3 คนเข้าร่วมเจรจาด้วย
เมื่อเวลา 10.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การที่นายอภิสิทธิ์ มอบหมายให้นายนายกรอปศักดิ์ และนายสาทิตย์ แถลงข่าวผ่าทางสถานโทรทัศน์ช่อง 11 ว่าพร้อมเจรจากับคนเสื้อแดง โดยฝ่ายรัฐบาลมีผู้เจรจา 4 คนโดยมีนายอภิสิทธิ์ นายก ฯ เป็นผู้นำเจรจา และบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 3 คน เราก็ไม่ขัดข้องว่ารัฐบาลจะมีผู้เจรจากี่คน เพราะถือเป็นสิทธิ์โดยชอบของนายอภิสิทธิ์
ส่วนสถานที่เจรจาที่ระบุว่าเป็นสถานบันพระปกเกล้า เราก็ไม่ขัดข้องและยืนดีที่จะเจรจา โดยแกนนำเสื้อแดงจะเดินทางไปพียง 4 คนเท่านั้น ไม่มีผู้ชุมุมเดินทางไปให้กำลังใจขณะทำการเจรจา และไม่ขัดข้องที่จะมีการถ่ายทอดสดการเจรจา เรายินดีทุกประการไม่ว่าจะเจรจาภายใน หรือเปิดเผยก็ได้ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ที่เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ส่วนกลุ่มที่เดินทางล่วงห้าไปยังกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์แล้วนั้น ก็จะชุมุมปักหลักอยู่ดังกล่าวโดยสงบ ไม่บุกรุกเข้าไปและจะไม่มีความรุนแรง
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การเจรจาครั้งนี้หวังว่านายอภิสิทธิ์จะแสดงความจริงใจอย่างตรงไปตรงมา โดยมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องติดต่อมาโดยตรง เพราะที่ผ่านมามีแต่พูดผ่านโทรทัศน์เท่านั้น และไมเคยมีผู้ใดติดต่อมาโดยตรง หากติดต่อโดยตรงก็จะประหยัดมากขึ้น อย่าไรก็ตามเมื่อสถานการณ์เดินทางมาถึงจุดที่สองฝ่ายจะเจรจาเราก็หวังใจว่าจะได้ข้อยุตอที่ดีบ้านเมืองจะได้ผ่านกับดักความขัดแย้ง เพราะเราไม่หวังที่จะเกิดความรุนแรงซึ่งการเจรจาขอให้เหตุผลและข้อเท็จจริง โดยกลุ่มคนเสื้อแดง ยังขอยืนยันจุดยืนเดิมในการเจรจาโดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และเจรจาภายใต้สันติวิธี
เมื่อถามว่า การเจรจาจะต้องยุติภายในวันนี้เลยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การเจรจาเริ่มขึ้นในวันนี้ แต่ผลการเจรจาจะยุติได้วันนี้หรือไม่ตนยังไม่อยากคาดการณ์
เมื่อถามว่าหากนายก ฯ อ้างว่าจะยังยุบสภาไม่ได้ภายในวันนี้ ต้องขอเวลาอีกระยะ แต่จะให้ยุติการชุมนุมไปก่อน และถ้าจะมีการลงนามในหนังสือเป็นสัญญาประชาคม จะยอมรับได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เราไม่อยากคาดการณ์ล่วงหน้า เพราะหากคาดการณ์ล่วงหน้า จะไม่เกิดการเจรจา ตอนนี้เรายังไม่ขอพูดถึงการยกเลิกการชุมนุม ขอให้มีการเจรจาเกิดขึ้นก่อน ส่วนที่เวลานายก ฯ ยังไม่ปรากฏตัวก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่เมื่อถึงเวลาเจรจาขอให้นายก ฯ ไปปรากฏตัวก็พอแล้ว
ขณะที่ นายจตุพร กล่าวว่า การที่นายกอร์ปศักดิ์ แถลงว่าพร้อมถ่ายทอดสดการเจรจา เราไม่มีปัญหา เพราะถือเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องรับรู้ โดยกลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันว่ามีข้อเรียกร้องเพียงประการเดียวให้รัฐบาลยุบสภา จากนั้นพรรคการเมือง โดยเฉพาะประชาธิปัตย์จะหาเสียงได้โดยสงบเหมือนก่อนช่วงเวลารัฐประหาร 19 ก.ย.49 ส่วนที่ผู้ดำเนินรายการถามายกอร์ปศักดิ์ว่าหลังการเจรจาจะใช้คดีค้างเก่าจับกุมแกนนำหรือไม่ โดยนายกอร์ปศักดิ์ไม่ตอบคำถาม นั้นเราไม่เป็นห่วงว่าจะมีการตลบหลัง ทั้งที่สถาบันพระปกเกล้าอยู่ใกล้ กระทรวงสาธารณสุขที่ใช้เป็นสถานที่ประชุม ครม. และมีการจัดกำลังทหารและตำรวจไว้พร้อมรักษาการณ์ โดยยืนยันว่าแกนนำจะเดินทางไปเพียง 4 คน และคนขับรถเท่านั้น เพียงแต่ขอให้นายก ฯ กำหนดเวลามาก็พอ โดยผู้ชุมนุมจะไม่เดินทางไปให้กำลังใจแม้แต่คนเดียวเพื่อจะให้นายก ฯ รู้ว่าคนเสื้อแดงก็มีวินัย อีกทั้งหากคนเสื้อแดงขยับก็จะมีการกระทบกระทั่ง ดังนั้นจึงอยากให้กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า และกรมทหารราบที่ 11
นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า ขอให้นายอภิสิทธิ์ เตือนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายก ฯ และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย จักตั้งกลุ่มเสื้อแดงเทียมขึ้นมาสร้างสถานการณ์ในช่วงเวลาที่การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งตนทราบว่ามีการจัดเตรียมกำลังชุดนี้ไว้แล้ว โดวยตนขอเตือนว่าถ้าเล่นเกมนี้แล้วจะประสบความสำเร็จแล้วถือว่าคิดผิด เพราะวิธีอย่างนี้ผู้ชายไม่ทำกัน
แดงหน้าราบ11เริ่มผ่อนคลายหลังรัฐบาลพร้อมเจรจา
เมื่อเวลา 10.45 น. ภายหลังนายสาทิตย์ แถลงยอมรับข้อตกลงเรื่องการเจรจา นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร และแกนนำประจำหน้าราบ 11 ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุม รับทราบถึงข่าวดี และขอให้คนเสื้อแดงตรึงพื้นที่ด้านหน้าราบ 11 ไว้ก่อน พร้อมกำชับว่าแกนนำใหญ่ขอให้ผู้ชุมนุม ชุมนุมอย่างสงบสันติ ไม่พูดจาหยาบคาย และห้ามไม่ให้ปีนรั้ว หรือเข้าไปใกล้กับแนวทหาร เพราะอาจมีการวางแผนเพื่อสร้างความวุ่นวาย เพื่อนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังที่รัฐบาลแถลงยอมเจรจาทำบรรยากาศการชุมนุมหน้าราบ 11 ได้ผ่อนคลายความตรึงเครียด ซึ่งก่อนหน้านี้แกนนำได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมเตรียมพร้อมบุกเข้าไปในราบ 11
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธเจรจากับคนเสื้อแดง นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร และแกนนำเสื้อแดงหน้าราบ 11 ได้ประกาศให้ผู้ชุมนมเตรียมอาวุธชีวภาพให้พร้อม เพราะต้องใช้เปิดทางลุยเข้าราบ 11 พร้อมทั้งเรียกร้องให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการเมือง อย่านำทหารมาเป็นเครื่องมือปกป้องการเมือง วันนี้ ถ้าไม่ได้รับคำตอบเรื่องยุบสภาจะต้องลุยเข้าราบ 11 ไม่ยอมกลับบ้านมือเปล่า
"ณัฐวุฒิ"ประกาศให้เวลา"นายกฯ" 1 ชม.เปิดโต๊ะเจรจา
ที่สะพานผ่านฟ้า เมื่อเวลา 09.09 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นายวีระ มุสิกะพงษ์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. ได้ขึ้นเวทีประกาศแผนการเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายณัฐวุฒิ กล่าว เมื่อช่วงสักครู่ที่นายอภิสิทธิ์ ได้ออกแถลงว่า การเคลื่อนขบวนของคนเสื้อแดงเพื่อไปยังราบ 11 นั้น และนายอภิสิทธิ์ก็จะไม่ยอมเจรจา ดังนั้นที่ประชุมแกนนำได้หารือกันแล้วเห็นว่า การประเมินสถานการณ์การเคลื่อนของคนเสิ้อแดงตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ต่อมาเนื่องมาถึงวันที่ 27 มี.ค. เราได้ยึดหลักสันติวิธี และยังสนับสนุนแนวทางการเจรจา โดยกลุ่มเสื้อแดงมีเป้าหมายเพียงประการเดียวขอให้นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนในทันที ซึ่งแนวทางก็เป็นไปอย่างเปิดเผยและเป็นที่ประจักษ์ของประชาชนทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่การที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงบรรยากาศกดดันดังกล่าว เราเห็นว่าเหมือนเป็นการถ่วงเวลา และพยายามสร้างเงื่อนให้เห็นว่าการเจรจาของทางนปช.อาจจะไม่มีผู้ตัดสินใจที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อหาข้อยุติ หรือการเจรจาจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเรื่องนี้เรายืนยันว่าการเจรจา มีเป้าหมายเดียว คือ การยุบสภา ในขณะที่การวีดีโอลิ้งค์ของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 มี.ค. การเจราจาจะไม่มีการนำปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณไปสร้างเป็นเงื่อนไข
ดังนั้นแกนนำเสื้อแดงจะขอประกาศว่าหากนายอภิสิทธิ์จะเจรจา แกนนำเสื้อแดง 4 คน พร้อมที่จะเดินทางไปเจรจา ซึ่งในวันนี้แกนนำจะรอฟังคำตอบจากนายอภิสทธิ์ และรัฐบาล จนถึงเวลา 10.15 น. ขณะที่การเจรจาขอยืนยันว่าคนที่มีอำนาจใจการตัดสินใจ คือ 4 แกนนำนปช. และถ้านายอภิสิทธิ์เป็นห่วงเรื่องการเจรจาท่ามกลางบรรยากาศของผู้ชุมนุมแกนนำทั้ง 4 คน ก็พร้อมจะเดินทางไปเจรจาในทุกสถานที่ ที่นายอภิสิทธิ์เห็นว่าปลอดภัยที่สุด โดยแกนนำ 4 คน จะไปโดยมือเปล่าเพื่อหาข้อยุติ และทางออกให้กับประเทศ
ทั้งนี้นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวบนเวทีขอให้กลุ่มผู้ชุนุมที่ตั้งขบวนรถแล้วเตรียมจะเคลื่อนไหวไปยังกรมทหารรราบที่ 11 ตามกำหนดเดิมขอให้ยุติไว้ก่อน โดยให้พักขบวนอยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า จนกว่าจะได้รับคำตอบจากนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาล แต่ถ้าเมื่อถึงเวลา 10.15 น. แล้วยังไม่ได้รับคำตอบ แกนนำก็พร้อมที่จะประกาศยุทธศาสตร์การเลคื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อไป
ในขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ได้กล่าว กรรีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงฯ เตรียมที่จะประกาศกฎอัยการศึก หากกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนเข้าไปในกรมทหารราบที่ 11 และจะยุติกฎอัยการศึกเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนออกจากกรมทหารราบ 11ว่า ตนอยากจะให้ผบ.ทบ. และรมว.กลาโหม เตือนสตินายสุเทพว่ากฎอัยการศึกนั้น ผู้ที่มีอำนาจประกาศกฎอัยการ คือ ผู้บัญชาการกองพัน แต่ถ้าจะประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก จะต้องมีพระบรมราชโองการเท่านั้น แปลกว่าการที่จะประกาศนั้นง่ายแต่เลิกยาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิของนายสุเทพว่า ยังไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายและอำนาจ ซึ่งนายสุเทพมีอำนาจอย่างไร ที่จะมาประกาศยกเลิก
นายจุตพร ยังกล่าวตอบโต้นายสุเทพ ที่ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ได้มีการผ่อนปรนเรื่องการจัดกำลังทหารในการดูแลสถานที่ราชการบางแห่งว่าจะไม่ยอมให้คนเสื้อแดงบุกยึด ว่า การที่นายสุเทพพูดถึงการที่คนเสื้อแดงจะบุกยึดรพ.ศิริราช ก็เหมือนการดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือของฝั่งรัฐบาล ซึ่งก่อนหน้าที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชัดเจนว่าจะไม่บุกยึด สถานที่ราชการ หรืออสนามบิน แต่ผู้ที่ทำการบุกยึดสนามบินคือลูกพรรคของนายสุเทพเอง ที่ร่วมกับพันธมิตร ส่วนที่เมื่อวานเกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมไปล้อมที่ทำเนียบรัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปบุกยึด เพียงแต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทหารได้กลับเข้าไปยังในกรมกอง เพราะเกรงว่าการเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะไปหกรมทหารราบ 11 จะมีการดึงกำลังไปเสริมที่ราบ 11 ดังนั้นเหตุการณ์เมื่อวานเป็นเพียงยุทธวิธีของคนเสื้อแดงเท่านั้น ซึ่งเราไม่มีเจตนาที่ต้องการยึดสถานที่ราชการ และสนามบินแต่อย่างใด
16.00น.วันนี้แดงเจรจาอภิสิทธิ์ที่พระปกเกล้า
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวถึงท่าที และสรุปความคืบหน้าการเจรจา ว่า การดำเนินการเพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่างเรากับรัฐบาล ได้มีการพูดคุยกันมาตั้างแต่ช่วงเช้าโดยตลอด และล่าสุดได้พูดคุยกับนายกอร์ปศักดิ์ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน การเจจราจะเกิดขึ้นหรือไม่ บทสรุปก็คือนายกอร์ปศักดิ์โทรมาบอกว่า นายกฯ ตกลงกำหนดนัดหมายกับเราเวลา 16.00 น.วันนี้ ตนขอเรียนผู้ชุมนุมว่า การเจรจาจะต้องมีการหนดเวลาเพื่อหาบทสรุป และทางออกให้กับประเทศ โดยข้อเรียกร้องของเราคือ ให้นายกฯ ยุบสภาเท่านั้น
"ตัวแทนของเราจะเดินทางไปยังสถาบันพระปกเกล้าเวลา 16.00 น. ทันที โดยจะมี นายจตุพร นพ.เหวง และ นายวีระ จะเป็นตัวแทนในการเดินทางไปเจรจาที่สถาบันพระปกเกล้า ส่วนผลการเจรจาจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ผมยังไม่อยากให้มีการคาดเดาในเวลานี้ ซึ่งหากผลเป็นไปตามข้อเรียกร้องของพวกเราก็ถือว่า การชุมนุมของพวกเราประสบความสำเร็จ แต่ถ้าหากการเจรจา ไม่เป็นไปตาม สิ่งที่พวกเราต้องการเราก็คงจำเป็นจะต้องกลับมาพูดคุยและประเมินสถานการณ์กันใหม่อีกครั้ง"
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับตนจะอยู่คอยดูแลกำกับที่เวทีที่สะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อเป็นการระวังดังนั้น ตนคาดว่ารัฐบาลคงจะไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ขึ้นมาอีก ในหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนเวลา จากที่มีการนัดในเวลา 16.00 น. ดังกล่าว รวมถึงหากตัวแทนแกนนำเราทั้ง 3 คน ไม่ได้เดินทางกลับมายังพื้นที่การชุมนุม ตนก็พร้อมที่จะออกโรงในทันที อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอให้มีการเจรจาในเวลา 16.00 น. ตนขอให้ผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่กรมทหารราบที่ 11 เคลื่อนย้ายการชุมนุมมารวมตัวกันที่สะพานผ่านฟ้า
"การที่เราตัดสินใจให้มีการเคลื่อนย้ายการชุมนุมจากราบ 11 มาที่สะพานผ่านฟ้าฯ เพราะการแยกการชุมนุมออกเป็น 2 จุด นั้น มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งเราสามารถกดดันและคอยดูพื้นที่ที่มีความสำคัญของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่จุดอ่อน คือ จะทำให้เกิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถแทรกแซง อาจจะทำให้ปัญหาขึ้นได้ ดังนั้น เราเห็นว่าพวกเราควรจะรวมตัวกันมาเป็นจุดเดียว เพื่อแสดงพลังของพวกเราที่มีอยู่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เห็น" นายณัฐวุฒิ กล่าว
ด้านนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา คนสนิทนายกฯ เปิดเผยว่า ผู้ที่เป็นทีมร่วมเจรจาฝ่ายนายกรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีนายกอร์ปศักดิ์ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฝ่ายละ 3 คน ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงประกอบด้วย
บรรยากาศจากสถาบันพระปกเกล้า อาคาร บี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่เจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ในเวลา 16.00 น. นั้น ได้มีการคัดเลือกห้องประชุมของสภาพัฒนาการเมือง ภายในอาคาร เป็นสถานที่เจรจา โดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ได้เดินทางมาตรวจความพร้อมของสถานที่ โดยเฉพาะแผนผังของอาคาร เส้นทางเข้าออกหากมีเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งจุดจอดรถ และการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการรักษาความปลอดภัย ตั้งแต่เวลา 14.30 น.
หลังจากนั้น พล.ต.อ.ธานี ได้หารือกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่บริเวณ ห้องพักของสื่อมวลชนด้วย ต่อมาเวลา15.00 น. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมกับพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจพื้นที่ก่อนที่จะเข้าหารือกับ พล.ต.อ.ธานี ในห้องรับรอง เเละมีการนำตำรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดมาตรวจสอบห้องต่าง ๆด้วย
จากนั้นเวลา15.45 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาด้วยรถยนต์ประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางมาถึงยังสถานที่ดังกล่าว
โดยนายชำนิ กล่าวว่า วันนี้เป็นก้าวแรกของการเจรจา และคงต้องเจรจากันต่อ หากวันนี้วางกรอบและตกลงกันได้
เวลา 16.00 น. การเจรจาหารือเริ่มขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายนั่งเผชิญหน้ากัน นายชำนินั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับนพ.เหวง นายอภิสิทธิ์นั่งตรงกลาง ฝั่งตรงข้ามคือนายวีระ และนายกอร์ปศักดิ์นั่งขวามือนายกฯ ตรงข้ามกับนายจตุพร ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลทั้ง 3 คน สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้า ขณะที่ตัวแทนฝ่าย นปช.สวมเสื้อแดงทุกคนเช่นกัน ทั้งนี้ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และลิงก์สัญญาณไปที่ทีวีหลายช่อง
นายวีระเริ่มต้นเปิดฉากการเจรจาเป็นคนแรกว่า ต้องขอบคุณนายกฯ ที่ให้โอกาสและเชื่อว่าสิ่งที่จะคุยกันเป็นทางออกที่ดี เรามีแถลงการณ์ที่เรียกร้องง่ายๆ ตรงไปตรงมาคือ อยากให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เราไม่ได้มีอคติหรือต้องการทำลายใคร ข้อขัดข้องมันอยู่ที่รัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าน่าจะไปถามชาวบ้านเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยวิธีการเลือกตั้ง นายกฯ เองก็พูดอยู่มีคำหนึ่งที่เราเห็นตรงกันและพูดตรงกันคือ อยากให้ประเทศไทยชนะ เราชนะก็ไม่มีประโยชน์ ท่านชนะก็ไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่ยังแบ่งฝักฝ่าย ถ้ายอมร่วมกันเสีย ประเทศไทยก็จะชนะ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าอยากให้ประเทศไทยชนะ ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตลอดเวลาที่มีการชุมนุมยืนยันตลอดว่า เราไม่ใช่ศัตรูกัน ส่วนข้อเสนอยุบสภานั้น ไม่เคยปฏิเสธเรื่องนี้นับแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง การยุบสภาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในระบบ แต่มีคำถามว่า ยุบสภานั้นเราต้องการจะทำอะไรเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ประเด็นยุบสภานั้น 1.ถ้าเราคิดว่าเป็นทางออก ทุกคนชนะ ประเทศสงบสุข ยังนึกไม่ออกว่าใครจะค้าน แต่การยุบสภาจะเป็นคำตอบ ที่จบและชนะจริงหรือไม่ 2.ที่ตนไม่ได้มาในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองแต่มาในฐานะนายกฯ อย่างน้อยรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลผสม ตนไม่สามารถเอาทุกพรรคมาอยู่ใน 3 คนที่เจรจาวันนี้ได้ แต่ได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ทุกพรรคสนับสนุนกระบวนการเจรจา แต่เราก็ต้องฟังความเห็นของเขาด้วย และการตัดสินใจต้องยืนบนพื้นฐานคนทั้งประเทศด้วย
ขณะที่นายวีระกล่าวว่า ปัญหาของบ้านเมืองนั้น เริ่มจากการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวิธีการนอกรัฐธรรมนูญ เป็นจุดเริ่มต้นความไม่ถูกต้องความแตกแยก รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญขัดต่อหลักการประชาธิปไตยเป็นปมปัญหาประเทศ ที่ทำให้คนออกมาแสดงความเห็นกันมาก เราต่างเป็นเหยื่อของสถานการณ์การยึดอำนาจ คนเสื้อแดงไม่ควรต้องออกมาต่อสู้บนถนน ขณะที่นายกฯ ก็ไม่ควรมีใครต่อต้าน ดังนั้นการยุบสภาคือทางออก และเท่ากับการขอประชามติ คือยุบสภาแล้วไปเลือกตั้งกัน ขอยืนยันว่า คนเสื้อแดงจะยุติการเคลื่อนไหวทันที เป็นการตอบโจทก์ว่า ยุบสภาแล้วจะเดินหน้าไปด้วยดีหรือไม่ เพราะแนวทางอื่นมันมองไม่เห็นว่าจะสงบลงได้อย่างไร
นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบว่า เหตุรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น มีจุดยืนตลอดว่าไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้ผู้กระทำมีเหตุและผลอย่างไร มันหลีกเลี่ยงปมความขัดแย้งขึ้นไม่มากก็น้อย แต่จะโยนทุกอย่างไปที่รัฐประหารและรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่ได้ แต่ไม่อยากพูดเดี๋ยวจะกระทบคนที่พวกท่านนับถือ ต้องย้อนกลับไปอีก ตอนรัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงจุดหนึ่งก็บอกไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยวันนั้นเสียงที่ท่านบ่นมันตรงกันข้าม การที่การเมืองลงไปสู่ท้องถนนนั้น ไม่ใช่มาจากปี 2549 แต่มาตั้งแต่ช่วงปี 2548 มีทั้งเรื่องทุจริตคอรัปชั่น นั่นเป็นที่มา ดังนั้นจะมามองว่า 19 กันยายน 2549 เป็นจุดเริ่มต้นปัญหาคงไม่ใช่ เพียงแต่วิธีที่ใช้อาจไม่เหมาะสม ปัญหามันเกิดมาก่อนปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีจุดอ่อน ข้อบกพร่อง แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดีทั้งหมด เวลาเราถามจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ มันคิดคนละอย่างกัน 100 คนอาจมี 100 ประเด็น ถ้าบอกว่ายุบสภาแล้วอยากได้บางอย่างก็ต้องมาคุยกัน เพราะอาจมีความแคลงใจว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองหรือไม่ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมหรือไม่
"ผมตั้งคำถามว่า 1.ถ้ายุบสภาแล้วเป็นการทำประชามติด้วย คงไม่ค่อยตรง ผู้แทนไปหาเสียงก็บอกเรียนฟรี ล้างหนี้ เด็กเอาคอมพ์ไปคนละเครื่อง เขาอาจอยากได้นโยบายแบบนี้แต่ไม่อยากให้ทำประชามติก็ได้ 2.ถ้าเลือกตั้งวันนี้ เราใช้กติกาอะไร ถ้าใช้แบบครั้งที่แล้วเดี๋ยวมีปัญหาอีก เอาง่ายๆ มีการนำคลิปตัดต่อเสียงผมไปเปิด ก็ต้องมีการร้องเรียนว่าใส่ร้ายป้ายสี เกิด กกต.วินิจฉัยว่าผิด เกิดการยุบพรรคขึ้นอีก มันจะวนกลับมาตรงนี้อีกหรือไม่ ที่นายวีระบอกรับประกันได้ผลออกมาอย่างไรต้องยอมรับ ถ้าพรรคหนึ่งชนะแล้วตอนหลังถูกจับแพ้ฟาวล์ อย่างนี้จะยอมรับหรือไม่ 3.หลายฝ่ายบอกเราจะผูกมัดได้หรือไม่ ฝ่ายตนเป็นพรรคการเมืองไม่มีปัญหา แต่บางคนบอกยอมรับไม่ได้ ถ้าผลออกมาทางหนึ่งทางใด บางฝ่ายไม่ยอมรับ สุดท้ายเขาจะตำหนิเราว่า คุยกันเพียงเพื่อประโยชน์แก้ปัญหาตัวเองแต่ปัญหาประเทศไม่ได้แก้
นายวีระตอบว่า ไม่อยากให้นายกฯ ยอมรับกติกาของ คมช.เราเป็นฝ่ายเลือกตั้ง น่าจะตั้งหลักของเราให้ตรงกันว่ากติกาที่ถูกจัดทำโดยผู้ยึดอำนาจต้องได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากสังคม 19 กันยายน 2549 ขอให้จบเป็นรุ่นสุดท้ายอย่ามีอีก สิ่งที่พวกตนอยากให้เริ่มคือทำรัฐธรรมนูญใหม่ สรุปแล้วคือ อยากชวนนายกฯ ว่า มาช่วยกันรังเกียจคณะยึดอำนาจและเครื่องมือต่างๆ ของเขาด้วยกัน โดยเฉพาะองค์กรที่ตั้งโดย คมช.ซึ่งตั้งโดยวิธีที่แย่
นายกรัฐมนตรีตอบไปว่า ที่บอกว่าอยากให้เป็นประชาธิปไตยแบบใสๆ นั้น ใครๆ ก็อยากได้ ปัญหาคือ อาจมีคนบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ลงประชามติมาแล้ว จะยุบสภาเพื่อทำประชามติไปทำไม ที่ผ่านมาตนได้เสนอให้สภาไปดูว่า จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร และล่าสุดของกรรมาธิการ 2 สภา หยิบแนวทางแก้ไขมา 6 ประเด็น ตนได้เชิญวิป 3 ฝ่ายมาคุย ทั้งที่ฝ่ายตนเห็นว่ามีบางประเด็นไม่อยากให้แก้ แต่ก็ให้ทำประชามติ ถ้าบอกต้องแก้ไข ก็ต้องแก้ แต่อดีตนายกฯ ทักษิณโทรมาบอกไม่เอา พรรคเพื่อไทยก็บอกไม่เอา ก็ตกไป
นายจตุพรกล่าวสวนว่า ที่นายกฯ พูดว่าพ.ต.ท.ทักษิณโทรมาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของวิปสามฝ่ายนั้น ไม่ใช่ เพียงแต่ตนไม่เชื่อว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญกันจริงๆ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ขัดข้องเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ วันนี้เราตั้งใจมาพูดเรื่องเดียวคือยุบสภา วันนี้นายกฯ แค่ตอบว่าจะยุบสภาหรือไม่ ถ้าไม่ยุบก็เป็นแบบเดิม วันนี้บรรยากาศที่นายกฯ ไปที่ไหนคนต่อต้าน ต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ทุกวัน ก็ไม่สมควรอยู่ได้ แต่ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถ้าประชาชนเห็นว่าท่านถูก ก็จะกลับมาอย่างสง่างาม ถ้าไม่ยุบสภาจะหาความสงบสุขไม่ได้ เราอึดอัดใจเวลาท่านทำอะไรทหารให้การสนับสนุน มันยิ่งตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐาน เมื่อท่านมีความมั่นใจว่าจะได้ 280 เสียง ก็คืนอำนาจให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน หลังเลือกตั้งแล้วถ้ามีอะไรก็ให้ศาลตัดสินไป
ด้านนายชำนิกล่าวว่า สิ่งที่นายจตุพรพูดนั้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดง ถ้าอธิบายแบบนั้นจะมีเรื่องความชอบไม่ชอบ แต่สิ่งที่นายวีระเสนอคือ ข้อเรียกร้องให้ยุบสภา นายกฯ ก็บอกไม่ได้ปิดประตู แต่เราต้องหาคำตอบว่า ยุบสภานำไปสู่เป้าหมายอะไร การรัฐประหารนั้น คนรุ่นเรายังคิดว่าหมด รสช.แล้ว คงจบไปแล้ว แต่ก็ไม่สุดท้ายมามี คมช.อีก ปัญหาอยู่ที่กรณีรัฐธรรมนูญมีเรื่องความชอบ ไม่ชอบอยู่ด้วย กระบวนการบังคับใช้ไม่ใช่ปัญหาของระบบการเมือง เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อน
นพ.เหวงกล่าวว่า รัฐธรรมนูญแก่นแท้นั้นไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นรัฐอำมาตยาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลนี้อำมาตยาธิปไตยอุ้มสมมา เป็นรัฐทหาร อำนาจตัดสินใจอยู่ในมืออำมาตย์ทำให้แตกร้าวทางความคิดอย่างรุนแรง การนำทหารเข้ามาในพื้นที่ต่างๆ เช่น ในโรงเรียน ในวัดนั้น อยากบอกว่าโรงเรียนและวัดไม่ใช่ที่อยู่ของทหาร ที่นายกฯ ถามว่า ยุบสภาเพื่ออะไร ตอบได้ว่ายุติความขัดแย้งทางการเมืองที่แตกร้าวรุนแรง ถ้าเป็นไปได้ควรยุบสภาในวันพรุ่งนี้ เพื่อแสดงว่านายกฯ ไม่ได้เป็นตัวแทนอำมาตย์ และอยากถามว่า ประชามติที่ทำภายใต้กระบอกปืนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ถ้าจะพูดเรื่องแก่นแท้คงต้องคุยกันยาว ตนไม่เคยพูดว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่บอกอังกฤษเป็นแม่แบบประชาธิปไตย หลายเรื่องอังกฤษไม่ทำ ทั้งเรื่องการบุกบ้านพักที่อยู่อาศัย สถานที่ราชการ เขาก็ไม่เคยทำ การที่นายจตุพรบอกนายกฯ ไปตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้ บางภาคไปไม่ได้ ตรงนี้ก็วัดความเป็นประชาธิปไตย ถ้ายุบสภาแล้วท่านกดปุ่มได้ว่า คนทั้งประเทศจะคลายอารมณ์ แต่ตนไม่เคยคิดว่าตนจะสั่งประชาชนซ้ายหัน ขวาหันได้ ถ้ายุบสภาตอนนี้จะมีเสื้อสีใหม่อีกหรือไม่ก็ไม่รู้ มีประเทศไหนที่ยอมรับว่า ถ้ามีการขู่ใช้กำลังแล้วต้องมีการเปลี่ยนแปลง เขาก็ไม่ยอมรับว่าเป็นแก่นของประชาธิปไตย
นายจตุพรกล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องข้อเดียวของเรา คือ ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ตอนนี้ตนมองไม่ออกว่าการดำรงอยู่ของนายกฯ จะแก้ความขัดแย้งได้อย่างไร เพราะมีแต่สร้างรอยร้าวลึก ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการพูดเรื่องนิรโทษกรรมเลย แต่ควรให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจ ขณะเดียวกันขอให้สบายใจว่าเราจะไม่บุกยึดทำเนียบ รัฐสภา ส่วนที่ตูมตามมากขึ้นก็ไม่ใช่ฝีมือพวกเรา
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่บอกตนไม่พยายามนั้น ขอเรียนว่า 6 ประเด็นที่หยิบออกมาโดยกรรมการสมานฉันท์นั้น ตนพยายามมาตลอดแต่เมื่อทำแล้วอีกฝ่ายไม่ร่วมสังฆกรรม ก็ชัดแล้วว่าไม่สมานฉันท์ จึงไม่สามารถเดินหน้าได้ ถ้าตนไม่ตอบสนองคงไม่มานั่งคุยอย่างนี้ ต้องมีกรอบเวลาที่เป็นเหตุเป็นผล และ 1.มาคุยเรื่องรัฐธรรมนูญให้ขาด เอากระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ วันนั้นถ้าท่านร่วมสังฆกรรมวันนี้ประชามติเสร็จไปแล้ว 2.ต้องเริ่มปูทางสู่สมานฉันท์จริงๆ การที่ทหารเพ่นพ่านมากนั้น ถ้าไม่มีชุมนุมใหญ่ ทหารก็ไม่มา เขามาเพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนเรื่องระเบิดที่เกิดขึ้นตนไม่เคยกล่าวหาใคร ต้องว่าไปตามกระบวนการสืบสวน
นายวีระกล่าวว่า อยากฝากประเด็นให้นายกฯ 1.รัฐบาลบอกต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ ซึ่งมันอาจลำบากและเป็นอุปสรรค 2.เรื่องกติกา คือเราจะยุบสภาเพื่อไปหากติกา หรือทำกติกาก่อนแล้วยุบสภา ปัญหาของเสื้อแดงคือรอคอยการจัดการของกติกามาตลอด และมันสิ้นหวัง ดังนั้นต้องยุบสภาแล้วเลือกตั้ง แล้วค่อยมาทำกติกากันใหม่
นายจตุพรกล่าวว่า ที่พวกตนประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมแก้รัฐธรรมนูญ เพราะไม่เชื่อความจริงใจ กลัวไประหว่างทางแล้วถูกทิ้ง ดังนั้นพร้อมตายดาบหน้าเอาเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับท่าน ณ ขณะนี้อยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "ผมไม่ได้สนใจว่ายุบสภาแล้วแพ้หรือชนะ แต่สนใจที่บ้านเมืองจะเดินหน้าได้หรือไม่ วันนี้ผมมองว่าพวกเราถ้าจริงใจ ทำให้มันสงบ ทำได้ ถ้าผมมาหลอกลวงท่าน คือรับปากแล้วไม่ทำ วันนั้นใครก็อยู่ไม่ได้ ผมก็มีประสบการณ์ทางการเมืองเยอะพอควร ทราบมาแล้วว่าต้องเปิดใจกว้างต้องมีความจริงใจ ผมไม่ยื้อ ถ้าสนใจคุยกันเราหาคำตอบได้ แต่ถ้าบอกว่าวันนี้ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อยู่ที่ท่านแล่วครับ ไม่ใช่เรื่องฝ่ายใดจะไปตายดาบหน้าผมก็พยายามหาคำตอบให้สังคม"
นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า เราต่างเป็นห่วงพี่น้องเสื้อแดงทุกคนตั้งความหวังให้มีข้อยุติ เป็นห่วงประชาชนอีกหลายสิบล้านที่ยังกังวลและรอคอยการพูดคุยเจรจาครั้งนี้ จริงๆ เราควรพูดเรื่องสิ่งที่จะเดินต่อไปข้างหน้า แทนการพูดเรื่องในอดีต เรื่องแก้รัฐธรรมนูญและการแก้ไขกติกานั้นต้องยอมรับว่าแก้ยาก การที่นายวีระบอกให้คนชนะเลือกตั้งไปแก้ ก็มีปัญหาว่าถ้าชนะเป็นเสียงข้างมากหรือไม่ ประชาชนที่เลือกนั้นอยากให้แก้ไขอย่างไร ประเด็นที่อยากให้แก้เป็นประเด็นอะไร ขอให้บอกตนหน่อย และต้องไม่ใช่แก้ตามความต้องการของพรรคการเมือง
นายจตุพรกล่าวว่า ขอเสนอว่าให้รัฐบาลยุบสภาใน 2 สัปดาห์ โดยในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ขอให้นายกฯ ให้คำตอบจะยุบหรือไม่ยุบก็ได้ สุดแล้วแต่นายกฯ ถ้าไม่ยุบสภาเราก็เดินหน้าของเราต่อไป ขณะที่นายกรัฐมนตรีตอบกลับไปว่า ถือว่าเป็นสิทธิของพวกท่าน
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายได้ยุติการเจรจาลงเมื่อเวลา 18.25 น. และนัดเจรจากันอีกครั้งเวลา 18.00 น. วันที่ 29 มีนาคม ที่สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ



