
เสื้อแดงบุกราบ11รบ.เล็งใช้กฎอัยการศึก
"อภิสิทธิ์" แถลงการณ์พิเศษขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ที่ตอบสนองแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐบาล ไม่ให้เกิดการประทะกับผู้ชุมนุม ขณะที่ "สุเทพ" ลั่น หากผู้ชุมนุมบุกรุกเข้าราบ 11 จำเป็นจะต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อระงับยับยั้งเหตุร้าย
เมื่อเวลา08.00น. วันที่ 28 มีนาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์พิเศษถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ความว่า
“พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ สถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนี้หลังจากที่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะมีการชุมนุมอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเข้าใจถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดีครับ หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลกับอนาคตความไม่แน่นอนของบ้านเมือง หลายคนสัมผัสความเดือดร้อนด้วยตัวเอง จากปัญหาการจราจร จากปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันแน่นอนผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุนก็มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้หลายครั้งสถานการณ์ของบ้านเมืองหรือบรรยากาศของบ้านเมืองนั้น จะมีความรู้สึกตึงเครียด
ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า ผมและรัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญในการที่จะดูแลให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินการต่อไปได้ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นปกติและความสงบสุข โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ เสียงสะท้อนจากทุกฝ่าย 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแน่นอนครับเสียงที่พี่น้องประชาชนได้ยินอาจจะบ่อยที่สุดก็คือเสียงของผู้ชุมนุมจากรายงานข่าวสารต่าง ๆ แต่ผมต้องขอถือโอกาสนี้เรียนเช่นเดียวกันครับว่า มีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก ซึ่งมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ผมขอบคุณสำหรับพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ให้กำลังใจผม รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เสนอแง่มุมความคิดที่อาจจะแตกต่างไปจากผู้ชุมนุม ผมถึงเรียนว่าการแก้ไขปัญหาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศนั้น เราจะฟังเพียงคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องฟังเสียงสะท้อนของคนทั้งประเทศ และยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมของคนทั้งประเทศเป็นสำคัญ ในบรรดาผู้คนซึ่งมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็มีความรู้สึกหลากหลายเช่นเดียวกันครับ หลายคนก็มีความต้องการที่จะเห็นความเด็ดขาด อยากจะให้สถานการณ์ต่าง ๆ จบลงได้อย่างรวดเร็ว หลายคนรู้สึกอึดอัดมีความเดือดร้อนก็ถ่ายทอดมา และคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที
ผมขอกราบเรียนพี่น้องประชาชนครับว่า ผมและรัฐบาลรวมทั้งเจ้าหน้าที่มีความปรารถนาเช่นเดียวกับพี่น้องจำนวนมากที่อยากจะเห็นบ้านเมืองสงบสุข ขณะเดียวกันเราต้องยอมรับว่าความคิดเห็นที่แตกต่างยังมีอยู่ ที่สำคัญที่สุดครับในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมมีหน้าที่จะต้องดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคนทุกกลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งประชาชนทั่วไป และผู้ชุมนุมด้วย ผมยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะบังคับใช้กฎหมายให้กฎหมายนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ขณะเดียวกันก็อยากจะเรียนว่าการบังคับใช้กฎหมายก็เพื่อประโยชน์ในการนำความสงบสุข หากการใช้บังคับกฎหมายทำไปในลักษณะที่ไม่รอบคอบ แทนที่จะได้ผลอย่างที่เราต้องการก็จะทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายออกไป ซึ่งในที่สุดก็ไม่สมประโยชน์กับฝ่ายใดทั้งสิ้น มีแต่ประเทศชาติจะต้องสูญเสีย และที่สำคัญคือว่าหากเป็นการลุกลามบานปลายไปสู่ความรุนแรงนั้น นั่นคือความสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไรก็ตาม เราคงไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
ดังนั้นการชุมนุม การเคลื่อนไหวทางการเมือง และเหตุการณ์ต่าง ๆ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมอยากให้ข้อคิดกับทุก ๆ ฝ่ายครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะของการคู่ขนาน การชุมนุมเคลื่อนไหวลักษณะของการเมืองซึ่งจะมีกิจกรรมที่หลากหลายก็จะดำเนินไปวันต่อวัน หรือบางครั้งในบางช่วง บางวันอาจจะมีหลายกิจกรรม แต่ขณะเดียวกันเราก็จะเห็นครับว่ามีการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น มีการขว้างระเบิดยิงระเบิด ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่ต้องได้รับบาดเจ็บ อย่างนี้เป็นต้น สถานการณ์เช่นนี้ครับที่เป็นตัวที่ทำให้การทำงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องมีหลักยึดที่สำคัญ หลักที่ว่านั้นก็คือว่าเราจะดำเนินการเพื่อให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ สัปดาห์ที่ผ่านมาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็เกิดขึ้น รัฐบาลถูกตำหนิจากบางฝ่ายครับว่าใช้มาตรการที่เกินเลยไป แต่ในที่สุดผลที่ออกมาก็คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ การประชุม ครม. ก็สามารถหยิบยกปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องของภัยแล้ง จะเป็นเรื่องของเพลี้ย จะเป็นเรื่องที่เข้ามาพิจารณา และก็มีการเดินหน้าแก้ไขต่อไป การประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็มีกฎหมายสำคัญ ๆ ที่สามารถดำเนินการให้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ เช่น กฎหมายสภาเกษตร ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่พี่น้องเกษตรกรจะได้มีกลไกนี้ ซึ่งกลไกนี้จะต้องผ่านเข้าสู่กระบวนการอื่น ๆ ในกระบวนการของรัฐสภาต่อไป
ขณะเดียวกันครับเมื่อใดก็ตามซึ่งเหตุการณ์ของการชุมนุมนั้นมีความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดการปะทะกันการเผชิญหน้ากัน การทำให้เจ้าหน้าที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชน รัฐบาลโดยผมได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น ผมต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทั้งทหาร ตำรวจ เป็นพิเศษ เพราะได้สนองแนวทางที่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและกระทั่งในปริมณฑลนั้น เราได้กำหนดบทบาทหน้าที่ก็คือการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนรวมทั้งผู้ชุมนุมด้วย และบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีภารกิจในการที่จะไปเป็นปฏิปักษ์กับใคร เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้เมื่อเกิดความรู้สึกในหมู่ผู้ชุมนุม ซึ่งอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด ที่คลาดเคลื่อนว่าการที่เจ้าหน้าที่ทหารอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมนั้น ทำให้เขาเกิดความอึดอัด อาจจะมีแกนนำไปพูดในลักษณะที่ว่าการที่มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่นั้นเป็นเรื่องของการที่จะมีการไปล้อม เพื่อเตรียมที่จะเข้าปราบปรามหรือสลายการชุมนุม ความตึงเครียดก็เกิดขึ้นครับ แนวทางซึ่งผม ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ผู้นำเหล่าทัพเราเห็นตรงกันก็คือว่าคนของเราที่ไปอยู่ที่นั่นนั้น ไปเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน เมื่อเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนขึ้นนำไปสู่ความตึงเครียดนั้น เราก็หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาการปะทะกัน 7 จุด 8 จุดที่ว่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่สาธารณะ เมื่อประชาชนผู้ชุมนุมเห็นว่าทำให้เขาเกิดความไม่สบายใจ เราก็เพียงแต่ปรับแผน สลับพื้นที่ สลับกำลัง เพื่อให้บุคลากรทั้งในกองทัพ และก็ทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังสามารถที่จะดูแลปฏิบัติภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้โดยไม่ไปเผชิญหน้าหรือทำให้เกิดการปะทะกัน สุดท้ายเหตุการณ์ก็คลี่คลายได้
แต่ขณะเดียวกันเมื่อถึงจุดที่ผู้ชุมนุมได้ไปดำเนินการที่จะเรียกร้องให้มีการถอนเจ้าหน้าที่ออกจากทำเนียบรัฐบาล ตรงนี้จะเป็นกรณีที่แตกต่างครับ เพราะกรณีเช่นว่านั้นไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ แต่เป็นสถานที่ราชการ สุดท้ายเราจึงจำเป็นต้องยืนยันครับว่าเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ดูแลเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกหรือปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลนั้น จำเป็นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตรงนั้น แต่ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น ถนนรอบ ๆ ก็สามารถที่จะมีการปรับเปลี่ยนได้ สุดท้ายเราก็สามารถที่จะปฏิบัติตามเป้าหมาย และภารกิจของเราได้ ผู้ชุมนุมก็ได้มีการกลับไปชุมนุมที่ผ่านฟ้า และคลี่คลายเหตุการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความเข้าอกเข้าใจครับ ว่าแนวการปฏิบัติในเรื่องของการบริหารสถานการณ์และการชุมนุมนั้นเป็นไปตามหลักนี้ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณทุก ๆ ฝ่ายที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ได้ปฏิบัติงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย ด้วยความยากลำบาก และหลายครั้งก็อาจจะมีความรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะสามารถที่จะดำเนินการในลักษณะเช่นว่านี้และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาการปะทะกันได้อย่างไร"
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ย้ำจะไม่ปล่อยให้มีการทำผิดกฎหมาย แต่ยืนยันว่า มีการยึดหลักอดทน อดกลั้น เพื่อให้ดูแลความสงบเรียบร้อย และที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างตั้งใจที่จะปฏิบัติงานต่อประชาชนอย่างระมัดระวัง โดยไม่ใช้อาวุธ แต่กรณีคนร้ายโจมตี เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างทันท่วงที เพราะไม่มีอาวุธ ยืนยันจะติดตามจับตัวคนร้ายเพื่อมาลงโทษให้ถึงที่สุด
นายสุเทพ ยืนยันด้วยว่า ศอ.รส.จะไม่ยอมผ่อนปรนเด็ดขาดในการที่จะปกป้องสถานที่อันเป็นเป้าหมายทั้ง รพ.ศิริราช สนามบินสุวรรณภูมิ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา แต่ที่ผ่อนปรนให้กับผู้ชุมเมื่อวานนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการกระทำกระทบกระทั่ง
นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า สำหรับวันนี้ ผู้ร่วมชุมนุมเคลื่อนไวหมาที่ด้านหน้าของราบ 11 ซึ่งเป้นที่ตั้งของ ศอ.รศ และถือเป็นที่ตั้งสำคัญของทางทหารซึ่งมีกฎหมายพิเศษที่ให้อำนวยผู้บัญชาการหน่วยทหารแห่งนี้ ใช้อำนาจดูแลปกป้องสถานที่ และหากมีการบุกเข้ามา ก็จะให้อำนาจผู้บัญชาการในการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเฉพาะพื้นที่กรมทหารราบที่ 11 เท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนแต่อย่างใด
ราบ11เตรียมกำลัง20กองร้อยตรึงพื้นที่
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ในวันนี้ (28 มี.ค.) กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ได้มีการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 กองร้อย ดูแลรักษาพื้นที่ โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทหารนั้นมีหน้าที่หลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ได้เป็นศัตรูกับกลุ่มผู้ชุมนุม
"ขวัญชัย"เตรียมระดมคนเสื้อแดงเคลื่อนบุกราบ 11
ที่สะพานผ่านฟ้าฯ เมื่อเวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเตรียมพร้อมการเคลื่อนขบวนคนเสื้อดง เพื่อเดินทางไปยังกรมทหารราบที่ 11 รอ. โดยผู้ชุมนุมได้เตรียมรถกระบะ และขบวนรถมอเตอร์ไซด์ ซึ่งการตั้งขบวนในครั้งนี้มีขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดรฯ เป็นแกนนำ อย่างไรก็ก็ยังคงมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงนั่งฟังการเล่าข่าวรายวันจากเวทีหลักที่สะพานผ่านฟ้าฯ ผู้ชุมนุมที่เหลือได้กระจายอยู่ตามเต้นท์ต่างๆ ทั้งฝั่งถนนราชดำเนินตั้งแต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และที่แยกจปร. โดยได้พักผ่อนตามอัธยาศัยและรับประทานอาหารเช้า
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ยังคงได้พักผ่อนอยู่ที่ด้านหลังเวที ส่วนแกนนำนปช.คนอื่นๆยังไม่มีใครขึ้นเวทีเพื่อปราศรัย เพื่อชี้แจงถึงแผนการเคลื่อนขบวนในวันนี้ อย่างไรก็ตามกิจกรรมบนเวทียังคงมีพิธีกรบนเวทีได้กล่าวปลุกอารมณ์ผู้ชุมนุมว่า หากสามารถทำให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาได้ในวันนี้ ก็จะได้นำเงินงบประมาณ 4 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลนำไปใช้ในการดูแลเรื่องความมั่นคงในเวลานี้ ได้นำกลับมาใช้ในเรื่องการดูแลประชาชน
กลุ่มเชียงใหม51ได้นำผู้ชุมนุมเสื้อแดงถึงราบ11แล้ว
เมื่อเวลา 08.46 น. กลุ่มเชียงใหม่ 51 ได้นำผู้ชุมนุมเสื้อแดง นับ 1,000 คน เดินทางมาเป็นหน่วยล่วงหน้า เพื่อปิดล้อมกรมทหารราบที่ 11 โดยทันที่มาถึงได้ปราศรัยโจมตี รวมทั้งขอร้องไม่ให้ทหารใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ขณะที่ตำรวจได้ปิดการจราจรถนนพลโยธินขาเข้า ตั้งแต่วงเวียนหลักสี่ โดย จะอนุญาตเพียงกลุ่มผู้ชุมนุมนำรถยนต์ผ่านเข้ามาได้ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะนำให้ไปใช้เส้นทางอื่น เนื่องจาก บริเวณหน้าราบ 11 การจราจรค่อนข้างติดขัด
สำหรับถนนพลโยธินขาออกเริ่มมีผู้โดยสารตกค้างตามป้ายรถเมล์ เนื่องจากรถเมล์และรถตู้โดยสารประจำทางผ่านเข้ามาบนถนนพหลโยธินน้อยลง ทางด้านสำนักงานเขตการเดินรถที่ 1 ขสมก. ได้นำรั้วเหล็กมาปิดหน้าสำนักงานห้ามไม่ให้มีการเข้าออก ภายในขสมก.
นปช.ให้เวลานายกฯ1ชั่วโมงตัดสินใจเปิดเจรจา
เมื่อเวลา 09.15 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ประกาศบนเวที ให้เวลา นายกฯ 1 ชั่วโมง ตัดสินใจเปิดเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ นปช. การเจรจาครั้งนี้ นายกฯ เลี่ยงไม่ได้ เพราะแกนนำ นปช.เปิดโอกาสให้เป็นผู้เลือกสถานที่ใช้เจรจาเอง พร้อมติงสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองวุ่นวายอยู่ในเวลานี้ แต่ตัวนายกฯ กลับเดินทางไปอยู่ต่างจังหวัด
"จาตุรนต์"ยื่นเงื่อนไขยุบสภาไม่กำหนดวัน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า การที่คนเสื้อแดงไปที่ ร.11 รอ. ตนเห็นว่านายกฯ ควรเป็นผู้ออกมาเจรจาด้วยตัวเอง หรือเชิญคนกลาง เช่น องค์กรอย่างกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าไปนั่งสังเกตการณ์
"การตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำเสื้อแดงเมื่อได้ผลเจรจาออกมาอย่างไรทุกฝ่ายก็ออกมาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ มองว่ารัฐบาลคงตกที่นั่งลำบาก เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปด้วยมือเปล่า ทำให้เกิดภาพการเปรียบเทียบกับกรณีกลุ่มพันธมิตรที่เข้ายึดทำเนียบ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รัฐบาลนี้กลับไม่มีการดำเนินคดี แต่เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงจะขอเข้าไปเจรจาแบบมือเปล่า กลับไม่ให้เจรจา จุดนี้ก็เกิดกระแสตีกลับ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าใช้ความรุนแรง เพราะเชื่อว่าการเจรจาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด" นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ ระบุว่า เหตุของการยกระดับความเข้มข้นของสถานการณ์ที่คนเสื้อแดงต้องเป็นฝ่ายรุกมากขึ้นเกิดจากการสั่งสมเรื่องสองมาตรฐาน รัฐบาลจึงควรรีบเจรจา นายกฯ อภิสิทธิ์อย่าบิดพลิ้ว แม้ผลที่ออกมาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่ได้ผลตามที่ต้องการทุกอย่าง แต่ก็เชื่อว่าทุกฝ่ายรับได้ รัฐบาลเองก็เคยตอบรับเรื่องของการยุบสภาแล้ว ซึ่งการยุบสภาไม่ได้กำหนดเวลา เพียงแต่ต้องมาคุยกันในจุดที่ยอมรับได้



