ข่าว

 ‘ตั้งเป้า’ ให้ ‘เข้าเป้า’

‘ตั้งเป้า’ ให้ ‘เข้าเป้า’

28 มี.ค. 2553

คำว่า “เป้าหมาย” สำหรับบางคน อาจจะดูยิ่งใหญ่ถึงขนาดต้อง “พุ่งชน” ต้องทุ่มเท หรือต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น แต่สำหรับดิฉันแล้ว คำว่า “เป้าหมาย” มีหน้าที่บอกว่า เราจะไปทางไหน เพื่ออะไร และด้วยวิธีการใด

 ฟังดูอาจจะเนิบนาบ หรือปลงๆ อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ไม่เห็นความสำคัญนะคะ ดิฉันแค่เชื่อว่า คนเรามีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ และมีวิธีการเดินเข้าสู่เป้าหมายในรูปแบบของตัวเองได้ จะแบบไหน หรืออย่างไรนั้น เราล้วนเลือกได้ด้วยตัวเอง

 ก็เหมือนเรื่องของการลงทุน และการจัดสรรเงินนั่นแหละค่ะ ว่ากันว่าสำคัญที่สุดคือ ต้องหา “เป้าหมาย” ให้พบ ดังนั้น เวลาที่คุณไปปรึกษากับบรรดาที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง จุดเริ่มต้นแรกเขาก็มักจะให้คุณหา “เป้าหมาย” ของตัวเองให้เจอก่อนว่า ปลายทางของคุณอยู่ที่ไหนและคืออะไร แล้วจากเป้าหมายสุดท้ายก็จะถูกม้วนกลับมาสู่จุดแรกเริ่มอีกครั้ง

 ผลตอบแทนที่ต้องการหรือผลตอบแทนที่เราคาดหวังจากการลงทุน นั่นแหละคือ  เป้าหมายสำคัญ

 ถ้าผลตอบแทนเป้าหมายของคุณอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ก็ไม่มีอะไรยากค่ะ แค่เดินเข้าไปที่ธนาคารพาณิชย์อะไรก็ได้ แล้วเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือถ้าต้องการผลตอบแทนมากกว่านั้นอีกนิด เช่น 0.75% ก็เชิญเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน ถ้าจะฝากนานนั้น สัก 6 เดือน ก็รับดอกเบี้ยมากขึ้นอีกหน่อยประมาณ 0.75-1.00%

 ปัญหาอยู่ที่ว่า ผลตอบแทนแค่นั้นเพียงพอแล้วจริงหรือ แล้วถ้าต้องการ “มากกว่านั้น” ก็แน่นอนว่า ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มากกว่าเช่นกัน

 แต่บางทีเรื่องของผลตอบแทนเป้าหมายนี่ก็พูดยากเหมือนกันว่า เราต้องการเท่าไหร่หรือแค่ไหน และก็ไม่ใช่ว่า “อยากได้” แล้วต้องได้เสมอไป เพราะทุกอย่างต้องยึดโยงกับความเป็นจริงด้วย ดังนั้น ดีที่สุดคือ ผสมผสานระหว่างความต้องการผลตอบแทนเป้าหมายของตัวเอง กับโอกาสและความเป็นไปได้ในการเข้าถึงเป้าหมายนั้น และสุดท้ายอย่าลืมเรื่อง “ระยะเวลา” เพราะถ้าต้องรอนานเกินไปกว่าจะ “ได้มา” ซึ่งสิ่งที่ต้องการ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

 จริงๆ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องคิดเองให้ปวดหัว เพราะปกติบรรดากองทุนรวมมักจะออกแบบการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งส่วนตัวดิฉันยอมรับว่าแอบ “ลอกเลียน” โมเดลการลงทุนของกองทุนรวมมาประยุกต์ใช้เองบ่อยๆ ค่ะ

 อย่างในห้วงเวลานี้ ถ้าคุณคิดไม่ออกว่าต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ที่มีโอกาสเป็นไปได้ ดิฉันตอบว่า ประมาณ 10% น่าจะสมเหตุสมผล น่าพอใจและเป็นไปได้

 ทำไมถึงเป็น 10% หรือ 10% มาจากไหน สารภาพว่าไม่ได้เป็นคน “ต้นคิด” แต่เป็นเพราะไปเห็นรูปแบบการลงทุนของกองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย อีควิตี้ ทริกเกอร์ 10% ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี แล้วคิดว่า น่าจะเข้าเป้าหรือ “ทริกเกอร์” แบบที่เขาคิดไว้ได้ไม่ยาก

 คุณต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจกองทุนและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) บอกว่า กองทุนนี้มีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% ซึ่งเมื่อลงทุนแล้วไปถึงผลตอบแทนเป้าหมาย กองทุนก็จะคืนเงินให้แก่นักลงทุนแล้วปิดกองทุนทันที

ทีนี้จะไปถึง 10% ได้หรือไม่ ก็ต้องมาดูกันที่นโยบายลงทุนค่ะ

คุณต่อบอกว่า กองทุนนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน มีผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเติบโตสูง แม้ว่า ขณะนี้ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมาพอสมควร แต่ทางไอเอ็นจีก็ยังมั่นใจว่า ยังมีโอกาส “ไปต่อ” และราคาหุ้นปัจจุบันนี้ก็ยังไม่แพงเกินไป

เพราะการที่เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแบงก์ชาติได้ประมาณการตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2553 ว่าจะเติบโตกว่า 3% ขณะที่ภาคส่งออกจะขยายตัวมากกว่า 12.5%-15.5% ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันให้ระดับราคาหุ้นยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อีก

แต่แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนที่เอื้ออำนวยแล้ว และเลือกหุ้นถูกต้อง ถูกตัวแล้ว แต่เท่านั้นอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการพยายามสร้างผลตอบแทนให้ได้ 10% เพราะงานนี้ต้องอาศัยการจับจังหวะการลงทุน โดยใช้เทคนิคการเข้า-ออกตลาดในจังหวะที่เหมาะสมอีกด้วย

ขออธิบายเพิ่มเติมแบบนี้ค่ะว่า ในการเข้าลงทุนในหุ้นนั้น แม้จะเลือกหุ้นดี หรือเลือกถูกตัวแล้ว แต่การจับจังหวะการลงทุนก็สำคัญอย่างมาก เพราะถ้าสามารถเข้าซื้อที่ราคาต่ำ แล้วขายออกไปในราคาสูงขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ผลตอบแทนเข้าเป้าได้เร็วขึ้น

เทคนิคจับจังหวะเข้า-ออกในหุ้น เป็นงานถนัดของ บลจ.ไอเอ็นจี ซึ่งเป็นการบริหารการลงทุนแบบที่เรียกว่า “แอ็กทีฟ” ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์และคาดการณ์ภาวะตลาดในอนาคต รวมถึงการจับจังหวะการลงทุนที่ถูกต้องเหมาะสม จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์

ที่บอกว่า เป็นงานถนัดของ บลจ.ไอเอ็นจี เพราะผลงานที่ผ่านมาของกองทุนหุ้น ล้วนประสบความสำเร็จทั้งนั้นค่ะ

สำหรับคนที่ไม่เคยลงทุนในหุ้น ดิฉันมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า โอกาสที่ผลตอบแทนจะเข้าเป้าที่ 10% เป็นไปได้เช่นเดียวกับการที่ผลตอบแทนไม่เข้าเป้า ผู้ลงทุนมีทั้งโอกาสที่จะ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ได้ทั้งนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าการลงทุนก็ล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น แต่ถ้ามั่นใจว่า การประเมินของผู้จัดการลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่จะเอื้ออำนวย น่าจะเป็นไปอย่างถูกต้อง มีความเป็นไปได้ และมีเหตุมีผล โอกาสที่ผล
ตอบแทนที่จะเป็นไปตามเป้าหมายก็น่าจะเป็นไปได้มากกว่าไม่เข้าเป้า

ส่วนคนที่ลงทุนในหุ้นหรือมีความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นอยู่แล้ว อาจจะคิดว่า ตลาดหุ้นที่กำลังวิ่งทะยานเป็นขาขึ้นด้วยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในขณะนี้ น่าจะให้ผลตอบแทนได้มากกว่า 10% ได้ ดังนั้น จะกลายเป็น “เสียโอกาส” หรือไม่ หากจำกัดผลตอบแทนของตัวเองเพียงแค่ 10%

 คิดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่ต้องไม่ลืมว่า เรากำลังพูดถึงผลตอบแทน 10% ซึ่งน่าพอใจ และเป็นไปได้ ภายใต้ “เงื่อนเวลา” ที่ไม่นานเกินไป หรือถ้าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยจริงๆ บลจ.ไอเอ็นจียังเพิ่มทางเลือกให้ด้วยการเปิดโอกาสให้ขายคืนหน่วยลงทุนได้  ณ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิในปัจจุบันเมื่อขึ้นปีที่ 2 ของการลงทุน ซึ่งเป็นการเพิ่มสภาพคล่องและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่การลงทุน ไม่ต้องผูกปิ่นโตติดกันไปตลอดด้วยข้อจำกัดของเป้าหมายผลตอบแทน

 เอาเป็นว่า ลองกินคำเล็กๆ ทีละคำสองคำ เคี้ยวง่ายๆ กลืนได้คล่องคอ บางทีอาจจะได้ลิ้มรสชาติที่ละเมียดละไมกว่ากินคำใหญ่ๆ ก็ได้ค่ะ

ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]