ข่าว

"หาทางลงไม่เสียหน้า""ศุภชัย ใจสมุทร"แนะ

"หาทางลงไม่เสียหน้า""ศุภชัย ใจสมุทร"แนะ

27 มี.ค. 2553

การปรับแผนของ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ในวันที่ 27 มีนาคม จากการระดมคนเข้ากรุงรอบ 2 เพื่อตระเวนรอบกรุงเปลี่ยนมาเป็นการรวมตัวบนถนนราชดำเนิน เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ดูทีท่า "พลังเสื้อแดง" แล้วน่าจะเริ่มแผ่วปล

 สอดคล้องกับความเห็นของ "ศุภชัย ใจสมุทร" รองโฆษกรัฐบาล และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่มองว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะไม่ยืดเยื้อนานเกินไป จากนี้ไปจะต้องหาทางลงให้สวยแกนนำไม่เสียหน้า

 "เมื่อเสื้อแดงชุมนุมยืดเยื้ออาจทำให้การชุมนุมเบาลง แกนนำอาจใช้วิธีประกาศชัยชนะรอบนี้ แล้วยื่นคำขาดให้รัฐบาลยุบสภา 1-2 เดือน มิฉะนั้นคนเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมทวงสัญญาอีกครั้ง หรือการชุมนุมยืดเยื้อจนคนกรุงเทพฯ ทนไม่ไหวรัฐบาลก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น"

 "ศุภชัย" กล่าวว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 13 มีนาคม และวันที่ 20 มีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงม็อบแรงที่สุดจำนวนผู้ชุมนุมสูงสุดประมาณ 1.5 แสนคน ถือว่าพลาดเป้าไปมาก แสดงว่าเดิมอาจคิดไว้ว่าจะมีผู้ชุมนุมมามากถึง 5 แสน เคลื่อนม้วนเดียวจบ แต่ขณะนี้กลายเป็นหนังยาวกระทบแผนของ คุณทักษิณ ชินวัตร เพราะพลังไม่พอ แผนต่อมาจึงสะเปะสะปะ ไปกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กลับมาแล้วเจาะเลือด ดูแล้วไม่น่าจะเป็นแนวคิด พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนักธุรกิจไม่น่าจะคิดเรื่องลักษณะนี้ได้ และส่วนใหญ่จะเป็นคนดูบทสรุปบรรทัดสุดท้ายมากกว่า

 สำหรับการชุมนุมในวันที่ 27 มีนาคม ของคนเสื้อแดง "ศุภชัย" ห่วงว่า หากมีใครสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความรุนแรง รัฐบาลจะมีปัญหา เหตุระเบิดที่ผ่านมาถ้าไม่มีการจัดวางเจ้าหน้าที่ตามจุดต่างๆ อาจจะเกิดเหตุรุนแรงมากกว่านี้

 "ศุภชัย" ยอมรับว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้มีจำนวนมากกว่าที่เคยมี แต่ถามว่าทั้งหมดมาด้วยอุดมการณ์หรือไม่ ถ้ามาจากการจัดตั้งโดยเอาเงินเป็นตัวตั้ง ถ้าจ้างมาก็อยู่นานไม่ได้ แต่อยู่ที่สาระการชุมนุมมากกว่า จะเห็นว่าวันธรรมดาที่เวทีปราศรัยคนไม่มาก วันศุกร์และเสาร์จะต้องจัดหาคนมาให้ดูคนมาก โดยระดมคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมาร่วมชุมนุม โดยให้ ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสานและภาคเหนือ ที่มีเครือข่ายโรงงานอุตสาหกรรมมาร่วมชุมนุม เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง 

 "ความรู้สึกของผู้ร่วมชุมนุมรักคุณทักษิณ จะสู้เพื่อทักษิณ แต่คนเราน่าจะเลือกตัวเองก่อน แม้ส.ส.จะทำเต็มที่แต่คงมีไม่มากขนาดยอมละทิ้งภารกิจของตัวเองมาร่วมชุมนุม"

 ส่วนการปรับยุทธวิธีใช้การเมืองนำแทนมวลชน "ศุภชัย" กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวจะยิ่งเกิดภาพที่ชัดเจนว่าทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคการเมือง การนำคำว่าไพร่และอำมาตย์มาใช้คนอาจงง เพราะการรับรู้เข้าใจเนื้อหาที่แกนนำพยายามสื่อ สองมาตรฐานชนชั้น ผู้ชุมนุมอาจรู้ไม่เท่ากัน การทำให้ตกผลึกเป็นพลังเอกภาพอาจไม่ประสบความสำเร็จ

 นอกจากนี้ "ศุภชัย" ขยายความว่า แนวคิดคำว่าไพร่กับอำมาตย์อาจจะมาจากปัญญาชนในอดีตที่เคยคิดจะเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมไทย แต่ไม่สำเร็จในวันนี้จึงมาอาศัยพลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะปัญญาชนเหล่านี้ไม่สามารถชิงการนำได้ จึงมาร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในลักษณะแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพราะทั้งหมดต้องพึ่งพาเงินและคน

 "การชุมนุมต้องมีค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าใช้จ่ายบนเวที การ์ด ค่าเดินทางมาชุมนุมแต่ละวันต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ใครจะยอมควักเนื้อ ส.ส.ไม่มีเงินมากขนาดนั้น ดังนั้นคุณทักษิณจึงถูกมองว่าต้องเป็นคนจ่ายคนสุดท้าย และการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้หลายคนเป็นห่วงเรื่องความรุนแรง เพราะมองกันว่าการต่อสู้ของพ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้เปรียบเหมือนสงครามครั้งสุดท้าย จึงเชื่อว่าจะใช้ทุกคนที่อยู่รอบตัว ที่มีทั้งสายเหยี่ยวและสายพิราบ" ศุภชัย กล่าว

 ส่วนที่มองกันว่าการยิงสถานที่ราชการหลายแห่งเป็นการสร้างสถานการณ์โดยรัฐบาล "ศุภชัย" มองว่า รัฐบาลไม่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่จะเกิดผลเสียด้านความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การยิงสถานที่ราชการเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงภูมิศาสตร์ เพราะกระทำในพื้นที่ประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง เช่น นนทบุรี

 "การยิงหลายจุดแล้วรัฐบาลควบคุมไม่ได้คนเสียประโยชน์คือรัฐบาล ขณะที่เวทีเสื้อแดงประกาศตัดขาด เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) พวกไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ยังไปเดินแจกลายเซ็นในเวทีเสื้อแดง การพูดว่าตัดขาดจึงเป็นคำที่ง่ายเกินไป เพราะความเชื่อมโยงตัดไม่ได้และคนเหล่านี้ยังอยู่ในร่มเงาของคุณทักษิณ และคุณทักษิณน่าจะตีไพ่ทุกใบที่ตัวเองมี" รองโฆษกรัฐบาล กล่าว

สมถวิล เทพสวัสดิ์